เวลา

วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ให้มีชัย ในอีก1ปีข้างหน้าตอบ

ถามจริงๆ มึงยังอยากไปอเมริกาอยู่มั้ยวะตอนนั้น ถ้าตอนนั้นมึงมีงานออกแบบเข้ามาหลายๆ ตัว

แล้วคนที่คบอยู่ตอนนี้มันใช่หรือยัง ถามตอนนี้น้องเค้าผอมลงไม่ได้แล้ว มึงจะคิดว่ายังไง ยังเหมือนเดิมอย่างที่มึงคิดหรือป่าว

ถ้าวันนึงเพื่อนคนนึงบอกให้เลิกกับผู้ ญ คนที่มึงคบอยู่ เพื่อเพื่อนมึงจะทำมั้ยวะ เพราะผู้ญ คนนี้เพื่อนมึงรักมาก

ยังอยากแต่งงานตอนอายุ30 อยู่หรือป่าว หรือว่าอยากแต่งเร็วกว่านั้น

ความฝันที่คิดไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ปีนี้ได้ทำอะไรหรือยัง

ปีที่แล้วมึงคิดว่าเรื่องในช่วงนี้มันเป็นยังไงวะ มองในมุมผู้ที่ผ่านมาแล้วให้ฟังหน่อยดิ

อยากรู้ว่าตอนนั้นยังปั่นจักรยานอยู่ป่าววะ ซื้อมาเสียดายแย่เลย ถ้าอีกปีข้างหน้าต้องจอดมันไว้

เรื่องในออฟฟิตปีที่แล้ว กับปีนี้แตกต่างกันยังไง

ตอนนี้มึงยังขี้เกียดอยู่หรือป่าววะ

เล่นได้กี่เพลงแล้ววะ

ตอนนั้นบ้านพี่ต้อมคงจะเสร็จแล้ว บอกความรู้สึกหน่อยดิ

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ความเหี้ยที่เหมือนเส้นขนาน

ฤดูหนาวนี้ อากาศยังต้องหวังให้หนาวตามความหวัีง ผมรอมาหลายต่อหลายครั้ง ในการพยากรอากาศของเมืองนี้ ที่ไม่เคยที่จะตรงเอาเลยสักครั้ง ปีนี้เป็นอีกครั้งที่ผมผิดหวังกับการพยากร แบบไม่มีความหวัง แต่ก็ยังดีที่ฤดูการนี้มันยังมี งานดนตรีมาเรื่อย ๆ ครับ ให้รีแลค พักสมองจากการ เบื่อหนายของอากาศ มีดนตรีฟังสบายๆ บ่อยใจไปกับเสียงเพลง และโอกาสก็มา ตามที่คิด ผมไปรับงานไว้งานนึง ซึ้งทางเจ้าของ เป็นเจ้าของที่จัดงานดนตรีที่เขาใหญ่ และเค้าได้ให้บัตรมา เป็นกรณีพิเศษ ตามภาษาคนร่วมงานกัน ซึ่งผมก็ไม่เก็บไว้คนเดียวอยู่แล้ว ความสนุกครั้งนี้ เมื่อเรามีไรเราก็ต้องแบ่งบันกัน จึงได้ของทางเจ้าของมาเป็นจำนวนหลายใบ ซึ้งทางเจ้าของก็สบายใจที่จะให้ เพราะเค้าก็อยากมอบความสุขให้เรานั้นละครับ ทางออฟฟิตผมก็มีน้อง ๆ ที่อยากไป แต่ติดนั้นติดนี้จนทำให้บัตรตกมาอยู่ที่ผมทั้งหมด ผมก็กะจะเอาบัตรพวกนี้ ไปมอบความสุขให้กับเพื่อนๆ แต่เรื่องมันไม่เป็นตามที่คิดนะสิครับ ผมคิดว่าการที่เราเอามาแบ่งเพื่อนกักตุ้นไว้เยอะ ๆ เยอะไว้ก่อนน่าดี แต่พอเพื่อนไม่มีคนสนใจ การกักตุ้นครั้งนี้ ต้องเป็นการแบกความงกของตัวเราเองไว้ มันไม่ผิดหรอกครับ ถ้าผมจะเอาบัตรโยนทิ้ง และไปแค่ผมคนเดียว แต่ความงกของตัวเองนี้ละครับ ทำให้ผมหนักใจ ไม่กล้าที่จะทิ้งมันไป จนต้องหาคนไปให้ได้ บอกทุกคนที่ยังสนใจ และไม่สนใจ ผมขอเล่าย้อนไปก่อนหน้านี้ซักหน่อย ทุก ๆ ครั้งที่ผมไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ เราจะรวมแก๊งกัน เป็นแก๊งใหญ่ และ มีกลุ่มคนเยอะแยะมากมายที่จะพร้อมไปเที่ยวด้วยกัน แต่เมื่อวันนึงกลุ่มก็ต้องมีการแยกย้าย เพราะเหตุผลต่างๆ การที่คุณรู้อยู่กับตัวว่าการที่คุณทำอะไรไปซักอย่างแล้วทำให้ บ้างอย่างไม่เหมือนเดิมนั้น มันรู้สึกปวด ๆ ในหัวใจนะ คุณว่ามั้ย! แต่ก็คงกลับไปแก้อะไรไม่ได้มาก เมื่อบัตรที่มีอยู่ ไม่ได้ไปตามที่มันควรจะไป มันเหมือนกับว่า มันเก็บความรู้สึกไว้ที่บัตรที่เราจะให้ไว้ด้วย คุณว่าผมคงคิดมากไป 555555 ผมก็คิดมากไปนั้นละ กลับมาจนถึงเรื่องในปัจจุบันดีกว่า ก่อนที่ผมจะได้บัตรมานั้น มีน้องคนนึง พูดขึ้นว่า ถ้าเราไม่ไป เราก็เอาบัตรไปขายสิ เอาเงินมาใช้สบายใจกว่า ซึ่งตอนนั้นผมบอกตรงๆ ว่าผมเซงกับความคิดตรงนี้มาก แต่ในเมื่อผมพยายามที่จะหาคนไปงานในคอนเสิร์ตนี้แล้ว แต่มันดันไม่มีคนไปกับผมเลย และบัตรยังเหลืออีกมากอยู่ ทำให้หัวผมกับไปคิดในเรื่องที่ผมคิดว่าไม่ควรทำมันเลย กับจะทำมันขึ้นมา ผมไม่รู้ว่ามันเป็นตามธรรมชาติตามความคิดหรือป่าว หรือว่าตามสันดานของผมเอง ผมอยากให้บัตรไม่ได้อยู่ในมือผม ครั้งที่จะไปแจกเพื่อนที่ไม่สนิดฟรีๆ ก็ติดในความคิดอีกนั้นละ เพราะไปให้เค้าแล้ว ความน่าจะเป็นคือ เราต้องไปกับมัน แยกกันก็ยังไงอยู่ เพราะเพื่อนกัน ถ้าคุณจะไปไหนสักที คุณก็คงอยากจะไปกับเพือ่นที่คุณคิดว่ามันเป็นฟิวเดียวกัน และผมก็คิดเช่นนั้น เสียงเพลงเดปาเปเป่ ดังขึ้นในออฟฟิต ที่พี่ออฟฟิตเปิดก็ดังขึ้น และทำให้ผมรู้ว่า จุดประสงค์เราคือไปฟังเพลงและผ่อนคลายอารมที่เก็บมาทั้งปี การความหวังของฤดูกาล ที่ทำให้ทุกคนหวังว่ามันจะเป็นอย่างนั้น ละได้จัดงานดี ๆ ขึ้นมาให้คนอื่น ๆ มากมายเขามาร่วม และถ้าฤดูนั้นไม่ได้เป็นไปตามที่เค้าคิด เราก็ไปโทษอากาศและฤดูไม่ได้ ผมเดินออกไปหน้าออฟฟิต ลมเย็น ๆ พัดอ่อน ๆ

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ไม่เคยพอดี

ผมนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิต แต่ใจผมกับไม่ได้คิดถึงเรื่องานเลย มาเป็นอาทิตย์แล้ว ผมไม่ได้มีเรื่องคอขาดอะไรหรอก แต่มันทำให้ผมหยุดคิดไม่ได้ เพราะผมอาจจะทำให้ชีวิต ข้างๆ ผมเสียใจ เพราะความไม่มั่้นใจในตัวผม แค่ผมไม่มันใจว่าเค้าจะ อยู่กับผมไปได้นานแค่ไหน ผมจะรับเธอได้นานมั้ย มันเป็นเพียงขอแก้ตัวหรือป่าวที่จะ เลิกกับใครคนนึง แต่ถ้ามันเพิ่งเริ่มต้น เพิ่งรู้จักกัน เพิ่งคุยกันได้ ไม่กี่วัน แต่เรากลับพูดเข้าไปในความรู้สึกลึก ๆ ขอเค้าเสียแล้ว มันเข้าไปจนผมรู้สึกว่าถ้าผมดึกมันออกมา มันคงติดออกมากับความเจ็บปวดด้วยแน่ๆ แต่ถ้าลึกไปกว่านั้น ไม่ต้องถามเลย เพราะผมก็ยังไม่รู้ว่า มันจะติดอะไรมาอีก หรือว่าลึกจนผมหาทางออกไม่เจอ ก็เป็นได้ ถ้าเรื่องเป็นแบบนี้คุณจะเลือกแบบไหน ถ้าคุณรู้สึกดีกับคน ๆ นึงแต่กลับรู้นึกว่า คนนี้อาจจะไม่ใช่คู่เราในอนาคต เราจะลองศึกษาจนเรารู้ว่า ใช่หรือไม่ใช่ดี ถ้าไม่ใช่ละ มันจะผิดไหมที่จะบอกว่า เราไปด้วยกันไม่ได้ หรือจะเลิกและบอกว่าเราเป็นพี่น้องกันเหอะ แต่ผมก็รู้สึกว่า ทั้ง 2 อย่าง ความหมายมันก็หมายถึงข้ออ้างที่จะแยกตัวออกจากกันอยู่ดี แต่ถ้าผมไม่ได้คิดแบบนั้นอีก ถ้าผมอยากเป็นพี่น้องจริง ๆ ผมว่าอีกฝังก็คงทำใจไม่ได้อีก หรือถ้ามันเข้ากันไม่ได้จริง ๆ มันก้เป็นเพราะเราไม่ปรับเข้าหากันหรือป่าว เพราะเรารักตัวเองมากไปหรือป่าว ที่ไม่ยอมลดเรื่องบ้างเรื่อง ทำเรื่องยาก ๆให้เป็นเรื่องง่าย มันก็จบ เพียงคุณ ลองฟังเค้าบ้าง ลองทำตามเค้าบ้าง มันก็คงเข้ากันง่ายขึ้น แต่ผมว่ามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น นั้นคนหลายคน คงทำไปแล้วถ้ามันง่ายอย่างที่ผมพิมพ์มา แต่ผมว่าเรื่องทั้งหมดอาจจะเกิดจากเรื่องเพียงเล็กน้อยมาก ๆ ที่เรากับมองจุดนั้นไม่ออก บ้างที่ผู้ชายไม่ได้ต้องการ ในสิ่งที่เค้าบ่นมาในหลายๆ เรื่องก็ได้ แต่เนื่องจากเค้าไม่ได้ในจุดที่เค้าต้องการเพียงนิดเดียวและ มันเป็นการสะสม จนทำให้เรื่องทุกเรื่องดูเป็นเรื่องใหญ่ไปซะหมด อย่างผม ผมมีไม่กี่เรื่องหรอกที่ทำให้ผมไม่พอใจ แต่ถ้ามันเค้าเริ่มไม่ชอบผมในจุดเล็ก ๆ ของผมตรงนั้นแล้ว มันเหมือน เค้าก็รับเราไม่ได้เลยในทุก ๆ จุด ถึงจุดเล็ก ๆ นั้น คือเรื่องการอยู่กับเพื่อนของเค้าเอง ผมไม่รู้ว่าเธอคนนั้นมาอยู่ข้างๆ ผม เค้าต้องการเวลามากแค่ไหน และเพื่อนผมต้องการเวลามากแค่ไหน ผมไม่รู้หรอก แต่ผมรู้ว่าคนที่อยู่กับผมมาตลอด เมื่อผมทุก เมื่อผมเศร้า เมื่ิิอผมสุข เมื่อผมรู้สึกทุก ๆ อย่างมามากกว่าคนที่ผมพึ่งรู้สึกดี ๆ ด้วย และยิ่งกว่านั้น ถ้าเป็นครอบครัวผมนี้คงไม่ต้องพูดว่ามันยาวนานแค่ไหน ผมอาจจะมองความรักเห็นแก่ตัวเกินไป ผมมองถึงแต่ชีวิตที่อยู่รอบตัวผม แต่ผมคิดว่าคุณก็มีเช่นกัน แต่การที่เราปรับตัวเข้าหากัน ผมว่าการที่ค่อยๆ ให้ทุก ๆ อย่าง ออกไปอย่างช้า ๆ และค่อยๆ มีการปรับ คุณว่าม่ะ แต่ผมก็พูดไปอย่างนั้นละ ตามความคิดในตอนนี้ ถ้าผมโตกว่านี้ผมอาจจะไม่คิดแบบนี้แล้วก็ได้ ผมก็บ่นมาซะเยอะเลย แต่เรื่องที่ผมบ่นตั้งแต่แรกคุณจะเลือกอะไร ผมอิจฉาคนที่ตัดสินใจได้ดีกว่าผม ทิ้งที่การตัดสินใจนั้นมาจากความจำยอม หรือไม่ถ้าคุณคิดถูกที่จะเดินจาก แล้วมันเป็นเรื่องดี กว่าที่คุณเดินหน้าและเจ็บไม่ใช่เพียงคุณที่เจ็บ แค่ความไม่พอดีของคุณเอง คุณจะเลือกรัก หรือคุณจะเลือกที่จะหยุดรักกันแน่!!


เห้ย!! มึงทำงานอยู่ป่าวว่ะ

อ๋อทำครับ ๆ

เย็นนี้ทำให้ทันนะคุณ ผมรีบเอาไปให้ลูกค้าดู

วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สิ่งเล็ก ๆ

*อยากให้โลกหยุดหมุน อยากให้เวลา หยุดอยู่ตรงนี้ เพียงแค่หยุดความรู้สึก
*มันอาจจะเล็กน้อย แต่ก็พอทำให้ผม จำได้ไปชั่วชีวิต

วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ชีวิตที่อัพเกรด

พับ!!!! พับ!!!!
ฮา ๆๆๆๆๆ ทำได้ป่าว ทำได้ป่าว เสียงเด็กชายข้างออฟฟิตผม
ช่วงเย็น ๆ ผมมักจะออกมาหาอะไรกินหน้าออฟฟิตเสมอ ๆ แถว ๆนั้นจะมีร้านค้าขายอาหารขายขนมอยู่ ทุก ๆ วัน ก็จะเจอเจ้าเด็กผู้ชายชอบวิ่งเล่นอยู่หน้าออฟฟิต ซึ่งดูจากชุดนักเรียนก็น่าจะ เรียนระดับประถม คงเป็นลูก ของพ่อค้าแม่ค้าซักคน แถวๆ นั้น ตัวไม่ใหญ่มาก วันนั้นผมก็ออกมาหาอะไรกินตามเคย ก็ได้เห็นไอสอนนี้ละ กระโดด ไปกระโดดมา และมันมีอาวุทคือกระดาษที่พับเป็นสามเหลี่ยน ซึ่งผมจำมันไม่ได้แล้ว ถ้าเจ้าเด็กตัวแสบที่ผมว่ามันไม่เอามาเล่น ผมคงลืมมันไปนานกว่านี้ (ขอแทนเจ้าตัวแสบว่าไอสองละกันครับ ที่จริงก็ไม่รู้ชื่อมันหรอก เอาเป็นว่าผมชอบชื่อนี้ก็แล้วกัน)

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ขาดเวลา

ตอนเด็ก ๆ ผมไม่เคยชอบ แม่ที่พูดมากเสียงดังและขี้บ่น และแม่ที่จู้จี้ ตอนเด็ก ๆ ผมไม่ชอบพ่อที่ขี้กดดันไม่เคยให้กำลังใจไม่เคยสนใจ พูดน้อยและเสียดสีแม้ผลรับมันยังไม่เกิด ผมไม่ชอบเลยที่พ่อแม่ทิ้งผมไว้คนเดียว มารับผมเป็นคนสุดท้ายของโรงเรียน จนถึงให้ผมต้องนั่งรถเมล์กลับบ้านเองตั้งแต่ป.3 หาของกินกับร้านค้าข้างบ้านเพื่อเอาตัวรอด กับการที่โดนว่าเป็นเด็กไม่รู้จักโต ว่าตั้งแต่เด็กจนโต และมีอีกมากมาย ที่ผมไม่เคยชอบเลย แต่จนสุดท้ายที่ผมรู้ตัวอีกที ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกประสบการณ์ ทุกเรื่องราว จนกระทั้งการสอนแบบไม่ได้ตั้งใจ แบบหากินเอง กลับบ้านเอง อยู่กับเพื่อนบ้านรอบ ๆ บ้าน จนกระทั้ง การไม่ยอมแพ้ต้องคำพูดของพ่อ กับการที่ว่ามึงทำไม่ได้อย่างนั้นอย่างนี้ ผมก็ยังคงทำอะไรไม่ได้อย่างนั้นอย่างนี้นั้นละ แต่ท่านไม่เคยพูดว่าในสิ่งที่ผมทำได้ต่างหาก เพราะท่านอยากให้ผม รู้ถึงจุดที่ผมทำไม่ได้ต่างหาก การเติบโตขึ้นมา บ่อยเลยที่เราขาดเวลา แต่เป็นเพราะว่าเวลาเราพอแล้วและมีส่วนมาเติ่มเต็มในชีวิตต่างหาก เพราะพ่อแม่ของผมทำให้ผมรู้ว่าเวลาที่พอแล้วคืออะไร การสอนแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ นั้นคือการเติ่มเต็มของชีวิตของผมเอง และผมก็รู้ว่าในสิ่งที่ดีและไม่ดีในตัวผมเป็นยังไง และผมก็คงไม่ทิ้งมันไปไหน เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมรักกว่าตัวผมเองซะอีก ผมรักพ่อกับแม่มากครับ (วันแม่ 2010)

วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553

บทที่1 ความรักเริ่มต้น

คุณคงเคยได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง มันคงเกิดขึ้นไม่ได้บ่อยหรอก ผมคิดว่า ตอนนี้มันเกิดขึ้นกับผม ผมรู้ได้ว่าสาวที่นั่งอยู่ข้างผม ทำให้ผมเป็นแบบนั้น ผิวที่ขาว ผมเธอชั่งยาว สีดำเข้ม ตาโตแววตาสดใจ ใช่ครับเธอคงเป็นสาว ๆ ในสเปกของคนหลาย ๆ และเรากำลังจะไปเที่ยวทะเลกัน มันเป็นครั้งแรกที่ผมได้ขับรถไปกับสาว สองต่อสอง ถ้าเกิดพูดในมันดูดีหน่อย เรื่องนี้คงเป็นอะไรที่น่ารัก สดใส คุณว่าม่ะ ผมขับรถไม่เร็วนัก เผื่อความปลอดภัยในการเดินทาง และแล้วก็ ถึงหัวหินซะที ผมขับรถมา3 ชั่วโมงจากกรุงเทพ รู้สึกว่าเวลาเดินเร็วกว่าระยะทางที่ผมคิดไว้เสียอีก ความรู้สึกผมคิดว่ามันน่าจะเร็วกว่านี้ เรานั่งพักหาอะไรกินกันซักพัก กับร้านดังในย่านนั้น ร้านนี้อยู่ตรงหัวมุม ในยานตลาดหัวหิน ซึ่งที่ผมเลือกร้านนี้เพราะ มันมีอาหารหลายอย่าง ทั้ง ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยว ราดน้ำ หมูสะเตะ อาหารตามสั่ง และอีกหลายอยากเลยที่คุณจะคิดเมนูได้ ซึ่งเป็นครั้งแรกด้วยที่ผมได้กินข้าวกับเธอ ผมคิดว่าคงตัดเรื่องที่เธอกินนู้นกินนี้ไม่ได้ออกไปได้ และมันก็บ้านๆ ที่ผมคิดว่าคงบอกความเป็นตัวเราได้ดี ผมไม่เป็นคนสั่งก่อน ผมอยากรู้ว่าเธอจะกินอะไรเป็นอย่างแรกที่เราได้รู้จักกัน แต่สุดท้ายผมก็ต้องสั่งก่อนจนได้ เพราะเธอให้ผมสั่งก่อน ทำไงได้ละครับ ถ้าผมบอกไปว่า คุณสั่งก่อน มันคงไม่ได้แล้วละ เพราะเค้าโยนมาแล้ว! "พี่กระเพาหมูจาน" นั่นไงละพอผมสั่งเสร็จ ผมคิดไว้ในใจว่าเธอคงต้องพูดกับผมแน่ ๆ ว่าพี่สั่งง่ายเนอะ แต่ถ้าเอาดีๆ ตอนนั้นผมก็คิดว่า เออกูจะได้ดูเป็นคนเรียบง่าย แต่เธอคงเป็นคนเรียบง่ายกว่าผม "พี่ค่ะ เอาเหมือนกัน แต่ของหนูไม่ใส่พริกนะค่ะ" สิ้นสุดเสียง ผมได้แต่อมยิ้ม และไม่พูดอะไร จะพูดได้ไงละครับ ตอนนั้นรักษาฟอร์ม ถ้าเป็นตอนนี้ผมคงบอกเธอไปแล้วละ "อย่ามาอย่ามา มีความคิดบ้างมั้ยนี้!!" แต่ตอนนั้นผมยังไม่กล้า ช่วงเวลารออาหาร เราก็ได้พูดคุยให้สนิทสนมกันมากขึ้น การถามถึงอาหารจานโปรด และอาจจะเจาะลึกลง งานบ้านงานเรือน ผมเป็นคนหนึงที่ชอบผู้หญิงทำงานบ้าน แต่ไม่ใช่ว่าจะให้เค้ามาทำทั้งหมด เพราะผมชอบทำอาหาร เธอถึงกับตกใจกับการที่ผมบอกว่าผมชอบทำอาหาร เพราะเธอยังทำไม่เป็นเลย มันคงดี ถ้าผมได้ทำให้เธอกินซักครั้ง ในใจคิด เราคุยกันได้ซักระยะ อาหารที่สั่งก็มา เราใช่เวลาไม่มากในการกินเพราะ จากคนที่มันยืนรอ ทำให้ผมรู้สึกกดดัน ทำให้เราได้นั่งกันกันไม่นานหลังกินเสร็จ และเราต้องเดินทางต่อละ ต้องไปหาที่พักก่อนที่มันจะเย็นซะก่อน "เธอ เราถือของให้ม่ะ " ผมหาจังหวะซะนาน กว่าจะเอ่ยคำนี้ ผมคิดว่ามันน่าจะดี ถ้าเราทำให้เธอในครั้งแรก เราเดินจนทั่วตลาดหัวหิน สุดท้ายก็มาได้ที่ ที่ผมเคยมาพัก 2 ปีก่อน มันเป็นที่พักแบบราคาถูก แต่มีบรรยากาศที่ดี ห้องขนาด3x3 เมตรถึงจะได้ มีห้องน้ำส่วนตัว แต่สภาพก็สมกับราคาที่เราจ่ายแล้ว แค่เพียง 300 ต่อคืน ผมชอบที่นี้มาก เพราะเป็นที่ที่ ผมมากับเพื่อน ๆ เป็นประจำ แต่ในใจคิดว่าทำไมเราไม่พาเธอไปที่ที่ดีกว่านี้ ที่ที่โรแมนติกกว่านี้ แต่ผมคิดว่าดีแล้วน่ะ เราชอบแบบไหนก็อยากให้ คนที่เราคิดว่าจะอยู่กับไปทั้งชีวิตได้รู้เหมือนกัน ผมถามเธอว่าพี่พักที่นี้พอไหวหรือป่าว แต่ก็เธอไม่ว่าอะไร เธอยิ้มๆ พอเราเดินเข้ามาด้านในของตัวที่พัก เธอรู้สึกดีใจเมื่อได้เห็นทะเล และลมที่พัดสัมผัสใบหน้าของเธอเอง ระเบียงที่พักเป็นระเบียงขนาดใหญ่ ยื่นออกมาอยู่กลางทะเล และผมจุดนี้ละ ที่ผมคิดว่าเป็นเสน่ห์ของที่นี้ ผมรีบเอาของเก็บไว้ในห้อง และผมออกมานั่งพักริมระเบียง ผมเองก็เหนื่อยมากอยากจะนอนพักซักแปบ "พี่ค่ะ ไปเดินเล่นริมหาดกัน" ผมยังไม่หายเหนื่อยเลย แต่ผมคิดว่ามันคงเป็นโอกาสดี ๆ ที่ทำให้ความสัมพันธ์เราเพิ่มขึ้น ริมหาดทรายขาว โขดหินเรียงราย บรรยากาศดียามเย็น ผมและเธอ ก็เปลี่ยนชุดพร้อมเปียก และออกจากที่พักลงสู่หาด พอถึงหาดเธอก็ไม่รอช้า รีบวิ่งลงทะเล แต่ผมขอมานั่งดูเธอเล่นน้ำอยู่ที่หาดทรายดีกว่า เธอเหมือนเด็กที่ไม่เจอน้ำทะเลมาก่อน สุดท้ายเธอก็พยายามจะทำให้ผมเปียกตามไปด้วย แต่เสียใจที่ผมก็หลบไปได้ทุกครั้ง ที่สุดท้ายผมก้ต้องเปียก เพราะเสียงออดอ้อนของเธอ และท่าทางที่ที่น่าสมัผัส ผมวิ่งเข้าไปอุ่มเธอขึ้นบ่า แล้วก็ยกตัวเธอขึ้นเหนือตัวผม เป็นครั้งแรกที่ผมได้ถึงเนื้อถึงตัวเธอขนาดนี้ ผิวที่เรียบเนียนน่าสัมผัส ตาเราจองกันหลายครั้ง แต่ละครั้งรู้สึกได้ถึง แรงดึดดูด เราเล่นก็จนพระอาทิตย์เริ่มตกติด แสงสีแดงสาดแสงทอดยาวผ่านกิ่งไม้้ละโขดหิน ตัวผมนอนลง ขนานกับเงานั้น โดยมีเธอนอนข้างๆ เราพูดคุยกันในเรื่องครั้งก่อน ๆ ที่เคยมาที่นี้ ในครั้งก่อนที่เรายังไม่มีกันและกัน เธอไม่ค่อยได้มาเที่ยวแบบนี้มากนั่ง เพราะที่บ้านของเธอเวลาไม่ตรงกัน ผมจึงบอกเธอว่า ถ้าเรามีโอกาส ผมจะพาเธอเที่ยวไปเรื่อย ๆ เธอยินดี ที่ได้ยินผมพูดเช่นนั้น ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้มาเที่ยวแบบนี้อีกเมื่อไหร่ แต่ที่พูดออกไปตอนนั้นด้วยอารมณ์ หรือสัญชาตญาณมันสั่งก็ไม่รู้ เราพูดคุยกันอยู่นาน จนพระอาทิตย์ใกล้จะหายไปจากขอบฟ้า ผมว่าตอนนี้มันใกล้มึดแล้ว ผมจะชวนเธอกับบ้านพัก และจะได้อาบน้ำและออกไปหาอะไรกินกัน ในตอนนี้เรากำลังเดินกับนั้น เรายังเล่นม้าส่งเมือง ผมอาสาให้เธอเอง มันอาจจะเป็นความฝัน หรือในหนังซักเรื่องผมจำไม่ได้ว่า ถ้าเราว่าเดินกับสาวสองต่อสองที่ริมหาด ผมจะให้เธอคนนั้นขี่หลังผม และเดินริมหาดกัน ในยามพระอาทิตย์ตก มันไม่เพียงผมได้รับความอบอุ่นจากเธอ มันรวมทั้งบรรยากาศ ทั้งแสงแดดยามเ็ย็น แต่มันก็พอที่จะทำได้ เพราะตัวเธอหนักพอสมควร ขามันอ่อนแรงจึงทำให้ผมล้มลง หน้าจิ้มทราย ผมรีบดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วดึงมือเธอรีบออกจากเหตุการณ์นั้นอย่างรวดเร็ว จนถึงห้อง ผมอั้นขำตัวเองไม่ได้ แต่เธอกับไ่ม่ขำ รีบถามมาเป็นการใหญ่ว่าเป็นอะไรมั้ย เจ็บตรงไหนมั้ย มันแน่อยู่แล้วที่ผมต้องบอกไปว่าไม่เป้นหรอก แค่นี้ไม่ถึงตายหรอก ไกลหัวใจ แต่ที่จริงผมเจ็บจน ขาผมชา ผมอั้นเจ็บและบอกให้เธอเข้าไปอาบน้ำก่อน ผมมานั่งพักรักษาแผลอยู่ระเบียงหน้าห้อง หลังที่เธอเดินเข้าห้องไปอาบน้ำ ผมคิดในใจในขณะที่เจ็บแผลอยู่นั้น ว่าถ้าขอเธอเข้าไปอาบน้ำตัวตอนนี้ เธอคงไม่ว่าผมเป็นแน่ แต่อย่าดีกว่า ผมจึงหยุดคิดและ เดินไปที่ก๊อกน้ำทำการล้างแผล ที่ติดทรายนิดๆ หน่อย ๆ ที่ติดอยู่ที่ขาและกับมานั่ง ในช่วงเวลาที่ได้อยู่คนเดียว ผมกับคิดอะไรต่าง ๆ นานา ถามมันเป็นเรื่องดี ๆ ผมคงเล่าให้ฟังแล้วละ แต่ก็อย่างว่าในสมองของผู้ชายมันก้มีจุดที่ต้องคิด แต่มันก็ผ่านไปเมื่อผมได้ยินเสียง "พี่ค่ะ ไม่อาบน้ำหรอ"

วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

อยากเขียนเรื่องสั้นกับ 7 บทความ กับความรักที่ไม่ยืนยาว

1.ความรักเริ่มต้น
2.สุขงอม
3.ยามค่ำคืน
4.ประคับประครอง
5.ประติดประต่อ
6.ปล่อยเวลาเยียวยา
7.ถนอมน้ำใจ

7บทความ กับความรักที่ไม่ยืนยาว

ไม่เริ่มอะไรมากละกัน เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า กับ 7 บทความที่จะเริ่มเขียน มันคงไม่ใช่ความรักในแง่มุมที่ ออกมาสวยงามซักเท่าไหร่ บทรัก มากมาย หยิบฉากที่รักกัน หรือ ทำให้ความรักมีความสุข มันอาจจะเป็นบทความที่ไม่ได้เติมเต็มกับความรักมากนัก ผมแค่อยากให้คนที่รักกัน อ่านแล้วคิดถึงตอนที่ทะเลาะกัน คิดถึงตอนที่ตัวเองคิดที่จะโกหกอีกฝ่าย หรือแม้กระทั้ง ตอนคิดที่จะมีอะไรกันครั้งแรก หรือการที่ปกปิดไม่ให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงอะไรบ้างอย่าง ที่มันอาจจะไม่ได้ร้ายแรง แม้กระทั้งนินทาแฟนตอนอยู่กับเพื่อน ๆ และอีกหลายๆอย่าง ผมไม่ได้บอกว่าผู้ชาย หรือผู้หญิงเป็นแบบข้างต้นซะหมด ผมอาจจะเป็นพวกคนขี้อิจฉา ผมขอเล่าก่อนที่ผมจะเขียน7 บทความนี้ ซักนิดละกัน วันนั้นผมไปกับเพื่อน เพื่อนผมชื่อบี วันนั้นไอ้บีทะเลาะกับแฟนมา มันก็ชวนผมไปหาอะไรกินเพื่อระบายสิ่งที่พบเจอมา ผมก็เข้าใจ ก็ไป ไปกันมันซะหน่อย ตลอดทางก่อนถึงร้าน สิ่งที่ไอ้บี ได้พูด ก็คือ มึงดูคู่นั้นดิ แมร่ง เห้ย มึงดูผู้หญิงคนนั้นดิว่ะแมร่ง เค้ายังยกขอเองเลย แฟนแมร่งยังไม่ต้องยกให้เลย เค้ายังดูรักกันเลยว่ะ และอีกหลายๆ เหตุการณ์ ผมขอไม่เล่าต่อเพราะว่าคงจะยาวไป คุณไม่ต้องเดาหรอก ที่ผมยกเรื่องไอ้บีขึ้นมา ใช่ผมก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน แต่เราจะบ่นให้เพื่อนฟังทำไม นี้ละ ผมจึงคิดที่จะเขียนถึง คนที่สวมใส่หน้ากากแต่ใจรักกัน และนั้นเป็นเหตุใน 7 บทความ ที่คนถอดหน้ากากออกมานั่งเขียนให้คนใส่หน้ากากอ่าน

ผมว่าชื่อเรื่องมันยังไม่ดีเท่าไรนะ ถ้าเขียนจบมันอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงคุณคงไม่ว่าอะไรนะ