"แม่งเอ๊ย! จะตกหาอะไรกันนักกันหนาวะ ฟ้ารั่วรึยังไงเนี่ย" ชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาดีในชุดพนักงานบริษัทสบถกับตัวเอง ในมือถือของพะรุงพะรัง เนื้อตัวเปียกปอน "ดูซิ สินค้ากูเสียหมดเลย แล้วกูจะเอาอะไรไปเสนอขายลูกค้าวะ" ด้วยความโมโหฟ้าฝนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เค้ารู้สึกอยากจะขว้างปาสินค้าที่ถืออยู่ในมือไปเสียให้หมด แต่ทันใดนั้นเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นภาพเหมือนขนาดใหญ่ของสมเด็จย่า ชายหนุ่มหยุดชะงัก...
"ฝนตกอีกแล้ว น่าเบื่อชะมัด อดไปเล่นกับเพื่อนๆเลย เฮ้อ!"
"บ่นอะไรพึมพำๆอยู่คนเดียวกันฮึ ไอ้หนู ด่าฟ้าด่าฝน เดี๋ยวพระพิรุณท่านโกรธ จะโดนลงโทษนะ"
"พระพิรุณคืออะไรกันเหรอย่า แล้วทำไมต้องลงโทษด้วยล่ะ" เด็กชายตัวน้อยหันมาถามย่าของเขาด้วยความสงสัย คิ้วน้อยๆขมวดเข้าหากันเป็นปม
"พระพิรุณเป็นเทพเจ้าแห่งฝน ท่านไม่ชอบคนโกหก หรือชอบผิดสัญญา"
"อ้าว ผมไม่ได้โกหก แล้วก็ไม่ได้ผิดสัญญาซักหน่อย จะมาลงโทษกันง่ายๆงี้ได้ไงล่ะฮะ" เด็กน้อยเถียงทันควันด้วยเสียงอันดัง
" ดีแล้วลูกเอ๊ย เป็นเด็กเลี้ยงแกะ ไม่มีใครรักหรอกลูก มา..มานี่มา มาใกล้ๆย่าหน่อย เดี๋ยวย่าจะเล่านิทานให้ฟังแก้เบื่อละกัน ถึงฝนตกก็ไม่ใช่ว่าจะน่าเบื่อไปซะหมดหรอก รู้มั้ย ฝนน่ะ ช่วยทำให้ผืนแผ่นดินนี้ชุ่มชื้น ช่วยให้หลายๆชีวิตถือกำเนิดขึ้นมาเลยนะ "
"ไม่เอาเรื่องฝนแล้วได้มั้ยฮะ ยังไงผมก็ยังไม่ชอบฝนอยู่ดี ย่ารีบๆเล่านิทานเหอะ ผมอยากฟังแล้วๆ"
"ใจร้อนจริงๆหลานคนนี้ ใจร้อนเหมือนพ่อเอ็งเลย ดูซิ ทำหน้าบึ้งอีกแล้ว เดี๋ยวโตขึ้นไม่หล่อนะ...
ตกลงๆ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว....มีเมืองๆนึง มี 3 ฤดูด้วยกัน"
" 3 ฤดูมันแปลกตรงไหนล่ะฮะ บ้านเรามันก็มี3 ฤดูไม่ใช่เหรอ ไม่เห็นสนุกเลย ผมชักไม่อยากฟังเรื่องนี้แล้ว เปลี่ยนเรื่องได้มั้ย ผมอยากฟังแบบที่มันตื่นเต้นๆน่ะ" เด็กน้อยแทรกขึ้นมากลางคัน
"ใจเย็นๆสิ นี่เพิ่งจะเริ่มเรื่องเอง เอ็งก็บ่นซะแล้วเรอะ รอให้ย่าเล่าให้จบก่อน เอ็งค่อยวิจารณ์ได้มั้ย
คนเรา ไม่ควรตัดสินอะไรด้วยการมองเพียงผิวเผิน แล้วก็ใช้อารมณ์มาตัดสินนะ ทำอะไร เราควรมองให้ลึกซึ้ง เปิดหูเปิดตาให้กว้าง เพื่อที่จะได้รับเอาความรู้หรือข่าวสารให้มากเข้าไว้ ยิ่งรู้เยอะก็ยิ่งเป็นประโยชน์กับตัวเราเองนะ เอ้อ... ทำคิ้วขมวดอีกละ ย่าจะเล่าต่อละนะ ไม่นอกเรื่องแล้ว.."
"ถึงไหนแล้วนะ อ้อ กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว... มีเมืองอยู่เมืองนึง มี 3 ฤดูด้วยกัน ฤดูแรก เป็นฤดูแห่งความเร่งรีบ รุ่งเช้า ทุกคนจะรีบตื่นแต่เช้า เดินทางออกจากบ้านมุ่งเข้าสู่เมืองใหญ่
โดยพวกเขาจะต้องแย่งกันไปให้ทันพาหนะยอดนิยมของหมู่บ้าน นั่นก็คือมังกรยักษ์นั่นเอง"
"อะไรนะครับย่า มังกรยักษ์เหรอ ว้าว... น่าตื่นเต้นจังเลย แล้วมังกรยักษ์พ่นไฟได้มั้ย แล้วมันไม่จับผู้คนกินเป็นอาหารหรอกเหรอฮะ จากนิทานที่คุณครูเล่าให้ฟัง ผมเคยเจอแต่มังกรใจร้ายนะ"
"จ้ะๆ มังกรตัวนี้ไม่เหมือนมังกรในนิทานทั่วไปนะ มันเป็นมังกรวิเศษ มีความเร็วเป็นที่หนึ่งเลยล่ะ
เจ้ามังกรเนี่ย สามารถพาเราไปถึงจุดหมายได้ เพราะเจ้ามังกรเองก็ต้องไปหาอาหารเช่นกัน
"เจ๋ง!!!! น่าสนุกจังเลย เล่าต่อสิฮะๆ ผมจะรอฟังไม่ไหวแล้ว"
"ผู้คนต่างพากันรีบเร่งมายังถ้ำของเจ้ามังกร เพื่อหวังที่จะเข้าไปหาอาหารและเงินตราในเมืองใหญ่
เช่นเดียวกันกับหนุ่มน้อยคนนึง เขารีบตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง อาบน้ำแต่งตัว แล้วก็รีบวิ่งแข่งกะคนอื่นๆในหมู่บ้าน เพื่อไปยังถ้ำของเจ้ามังกร"
"เค้าไปทันมั้ยฮะ เค้าไปทันมั้ย แล้วทำไมเค้าต้องรีบขนาดนั้นด้วยล่ะ"
"สาเหตุที่หนุ่มน้อยและคนอื่นๆต่างรีบเร่งขนาดนั้น ก็เพราะว่า หากไปไม่ทันเจ้ามังกรแล้ว พวกเขาจำต้องโดยสารเจ้าเต่าสีเขียว ซึ่งคลานช้ามาก และอาจทำให้ไปไม่ทันได้ แล้วถ้าไปไม่ทัน พวกเขาก็จะไม่มีเงิน และไม่มีอาหารเลี้ยงตัวเอง รวมถึงคนอื่นๆในครอบครัวด้วย มันเป็นความจำเป็นที่ทุกในคนเมือง ถูกบังคับให้ต้องเดินไปตามเส้นทางอันรีบเร่งเส้นนี้ และนี่ก็เป็นที่มาของชื่อฤดูยังไงล่ะ"
"อืม... อย่างงี้นี่เอง แล้วยังไงต่อฮะเนี่ย เด็กหนุ่มคนนั้นเป็นยังไงมั่งฮะ"
"เด็กหนุ่มคนนั้นเหรอ ด้วยความที่ยังหนุ่มยังแน่น พละกำลังและเรี่ยวแรงยังดีอยู่ เค้าก็มาทันเจ้ามังกรยักษ์จนได้ บนหลังของเจ้ามังกรเบียดเสียด อัดแน่นไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา แต่สีหน้าของพวกเขาเหล่านั้น ดูเหมือนๆกันไปหมด มันเป็นสีหน้าที่บ่งบอกถึงความเบื่อระอา หนุ่มน้อยคิดในใจ... ทำไมเราต้องเดินตามทางๆนี้ทุกๆวันด้วยนะ ทางที่ผู้คนต่างเร่งรีบและแก่งแย่งกัน ใบหน้าแต่ละคนก็ดูเรียบเฉย ช่างไม่มีชีวิตชีวาเอาซะเลย ที่นี่ยังเป็นเมืองของมนุษย์อยู่รึเปล่านะ เขาแอบนึกคิดต่อไปเงียบๆคนเดียวระหว่างที่อยู่บนหลังของเจ้ามังกร ...หรือว่าความจริงแล้วเขาอาจจะเป็นมนุษย์คนเดียวที่พลัดหลงเข้ามาอยู่ในเมืองผีดิบซะละมั้งเนี่ย คิดแล้ว เขาก็ขำกะตัวเอง เรานี่บ้าจัง..
คิดอะไรเป็นตุเป็นตะไปได้ ไร้สาระน่า"
"เจ้ามังกรหยุดนิ่ง หนุ่มน้อยเงยหน้ามอง ถึงเวลาแห่งความเครียดแล้วสินะ เขาเดินแทรกตัวออกมาจากกลุ่มของผู้คน กึ่งเดินกึ่งวิ่งลงจากหลังมังกรยักษ์ ไปยังจุดหมายปลายทาง ซึ่งเป็นที่ที่เขาสามารถหาเงินและอาหารเพื่อเลี้ยงปากท้องของตัวเองและจุนเจือครอบครัวที่รออยู่ที่บ้าน วันนี้จะต้องทำยังไงดีนะ ถึงจะได้อะไรกลับไปที่บ้านเราเยอะๆ เขาตั้งใจทำงาน งานเยอะเหลือเกิน ช่างเป็นเวลาที่น่าปวดหัวจริงๆ เขาบ่นพึมพำ แต่หากไม่ทำ เขาก็ไม่มีเงิน ไม่มีอาหาร แล้วก็คงจะไม่มีอะไรเลย แล้วเขาจะอยู่ในเมืองอันน่าปวดหัวนี้ต่อไปได้อย่างไร หรือจะหนีไปอยู่ที่อื่นดี? แต่จะไปที่ไหนได้ล่ะ ในเมื่อครอบครัวของเขา เกิดที่นี่ โตที่นี่มาหลายชั่วอายุคนแล้ว จะว่าไป การย้ายไปอยู่ที่อื่นสำหรับเขา
ดูจะเป็นหนทางที่เป็นไปได้ยากกว่าการที่ต้องอดทนอยู่ในเมืองๆนี้เสียอีก ...เขาคิดฟุ้งซ่านไปอยู่พักใหญ่ จนเป็นสาเหตุให้ มีสัตว์ร้ายมาแย่งอาหารที่เขาตั้งใจหามาทั้งวันไป"
"เฮ้ย กลับมาก่อนสิวะ ไอ้สัตว์บ้า พวกเอ็งจะมาแย่งอาหารไปอย่างนี้ไม่ได้นะ อาหารพวกนั้นน่ะ
ชั้นต้องเอากลับไปให้ที่บ้านนะโว้ย .... บัดซบที่สุด"
"หนุ่มน้อยสบถออกมาอย่างเหลืออด อาหารที่เขาตั้งใจหาจนเลือดตาแทบกระเด็น บัดนี้ หายวับไปกเรียบร้อยแล้ว เพียงแค่เขาเผลอคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นเอง"
"โหย แย่จังเลยฮะ แล้วเค้าทำไงต่อไปเนี่ย เจ้าสัตว์พวกนั้นนี่มันร้ายกาจจริงๆเลย เป็นผมนะ ผมไม่ยอมหรอก จะวิ่งไปแย่งคืนมาจากมันให้ได้เลย คอยดูสิ" หลานตอบอย่างกับเป็นของ ๆ ตัวเอง
ย่าลูบหัวหลานเบาๆ "บางครั้ง เราก็จำเป็นที่จะต้องยอมกับสิ่งเล็กๆน้อยๆน่ะจ้ะ ลองคิดดูสิ หากหนุ่มคนนั้นวิ่งตามสัตว์ร้ายไป บางที ถ้าเจ้าสัตว์นั่นโมโหขึ้นมา เค้าอาจจะได้รับอันตรายก็เป็นได้ อาหารหรือเงินทองน่ะ มันเป็นเพียงของนอกกาย ยังไง เราก็พอหาใหม่ได้อยู่แล้ว.. จริงมั้ยไอ้หนู.."
เด็กน้อยยิ้มให้กับย่า "จริงด้วย แล้วเรื่องเป็นยังไงต่อเหรอฮะ"
"หนุ่มน้อยคนนั้น โมโหและวิ่งทางเจ้าสัตว์ร้าย คิดเอาของคืนแต่ เค้าดันสะดุด จึงทำให้รูปครอบครัวของเค้า หลุดจากเอวที่เค้าแนบเอาไว้ สติ เค้ากับมาอีกครั้ง ถ้าเค้าวิ่งตามไป อะไรจะเกิดขึ้นเค้าไม่กล้าคิดต่อ เค้าจึงรีบหาอาหารให้เพียงพอจะดีที่สุดก่อนที่ฤดูกาลแห่งความเครียดนี้จะจบลง ว่าแล้วเขาก็รีบหาอาหารต่อ เพื่อให้มีพอตลอดฤดูกาลที่สาม นั่นก็คือฤดูกาลหาความสุขนั่นเอง"
"เมื่อหนุ่มน้อยคนนั้นหาอาหารได้เพียงพอแล้ว เขาก็รีบวิ่งกลับมายังเจ้ามังกร ซึ่งจะมารับคนในหมู่บ้านกลับอย่างตรงเวลา หากเขามาไม่ทันมัน อืม...ไม่อยากจะคิดเลย เขาคงจะต้องใช้เวลาที่เหลือในฤดูกาลแห่งความสุขอยู่ในเมืองที่ไม่น่าอยู่เอาซะเลยเมืองนี้อย่างเดียวดายเป็นแน่ เมื่อคิดได้ดังนั้น
เขาก็รีบเร่งฝีเท้าไปยังเจ้ามังกร
ปี๊บๆๆ... สิ้นเสียงร้องอันดัง เจ้ามังกรก็เริ่มกระพือปีก ยกร่างอันใหญ่โตของมัน ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
"เฮ่อ.. ทันจนได้นะเรา หนุ่มน้อยแอบยิ้มดีใจเล็กๆกับเรื่องที่ว่า เค้าก็พอมีฝีเท้าที่เก่งกล้าเพียงพอที่จะมาให้ทันเจ้ามังกร"
"ฤดูกาลหาความสุขรอเราอยู่ ดีใจจังเลย" หนุ่มน้อยคิดในใจ ยิ้มกับตัวเอง
แต่สมองที่ไม่ยอมหยุดนิ่งของเขา ก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า "จริงๆแล้ว ความสุขอยู่ที่ไหนกัน? การที่ทุกคนต้องเร่งรีบแต่เช้า ต้องคร่ำเครียดไปกับการหาเงินหาอาหารมาประทังชีวิต ทำทุกอย่างด้วยความรีบ นึกถึงแต่เพียงผลประโยชน์ของตัวเอง หลงลืมคนรอบข้างและความมีน้ำใจ รวมถึงความมีชีวิตชีวาในการดำเนินชีวิตไปจนหมดสิ้น ทำทุกอย่างเพียงเพื่อเงิน เพียงเพื่ออาหารที่จะนำกลับมายังครอบครัว มาประทังชีวิตคนในบ้าน ที่เมื่อทุกคนกลับไปถึง ก็มีแต่ความเหนื่อยล้า
อ่อนแรง บ้างก็นอนหลับไปซะดื้อๆ หรือไม่ก็เก็บตัวเงียบ ขังตัวเองอยู่ในโลกส่วนตัว จริงๆแล้ว ความสุขมันอยู่ที่ตรงไหนกัน"
"แล้วความสุขมันอยู่ที่ไหนเหรอฮะ" เด็กน้อยถามขึ้นมา ใบหน้าดูว่างเปล่า สายตาเหม่อลอย
ในใจของเด็กน้อยตอนนี้ ก็คงคิดอยู่เหมือนกันกระมัง ว่าความสุขของเขาอยู่ที่ไหน
ย่ายิ้มอย่างอ่อนโยน "หนุ่มน้อยคนนั้นก็ไม่รู้เช่นกัน เขามองไปรอบๆตัว เจอแต่สีหน้าที่แสดงความเหนื่อยล้า บึ้งตึง และเฉยเมย ดูเหมือนไม่รู้สึกรู้สา หรือว่าแยแสอะไรในชีวิตอีกแล้ว เขาลงจากหลังมังกร ครุ่นคิดไปตลอดทางกลับบ้าน ความสุขของเขาอยู่ตรงไหน มันอยู่ที่ไหนกันนะ หรือว่าจริงๆ ความสุขในเมืองนี้ จะเป็นเรื่องที่ผู้คนอุปโลกน์กันขึ้นมาเท่านั้นเอง แววตาของชายหนุ่มหม่นเศร้าลงทันตา เขาเดินก้มหน้าอย่างซังกะตายกลับบ้านหลังเล็กที่เขาอาศัยอยู่กับแม่ที่สุขภาพไม่ค่อยจะแข็งแรงนักและน้องสาวตัวเล็กจ้อยอีกคน สองคนนี้เป็นครอบครัวเดียวที่เค้าเหลืออยู่ ก่อนที่พ่อของเขาจะลาจากโลกนี้ไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
"พี่ชาย พี่ชายกลับมาแล้ว แม่จ๋า พี่กลับมาแล้ว ดีใจจังเลย"
"เด็กหญิงตัวน้อยวิ่งออกมาจากบ้าน ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม วิ่งออกมาเกาะแขนชายหนุ่ม แล้วกึ่งลากกึ่งดึงเข้าบ้าน
"พี่จ๋า... พี่ไปนานจัง พี่คงเหนื่อย มากสิค่ะ" หนูน้อยยิ้มหวานให้พี่ชาย
"เหนื่อยมั้ยลูก ไปอาบน้ำอาบท่าแล้วมานั่งกินข้าวกัน" แม่เดินออกมาต้อนรับจากหลังบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"เดี๋ยวหนูช่วยจัดโต๊ะให้เองค่ะ แม่นั่งพักเถอะ"
ชายหนุ่มยิ้มกับตัวเอง ในที่สุด... ในที่สุด เขาก็หาเจอจนได้ ความสุขของเขา ความสุขของเขาอยู่ที่นี่ อยู่ตรงนี้เอง ใบหน้าที่มีรอยยิ้มของคนรอบข้าง รอยยิ้มของแม่ รอยยิ้มของน้อง รอยยิ้มของครอบครัว สิ่งนี้เอง ที่เขารู้สึกว่า มันทำให้หัวใจพองโต ความเหนื่อยล้าที่มีมาทั้งปี หายเป็นปลิดทิ้ง นี่เองสินะ ความหมายของฤดูกาลหาความสุข เขาไม่รู้หรอก ว่าความสุขของคนอื่นๆจะเป็นอย่างไร หรือความสุขของคนอื่นๆจะมีความหมายว่าอะไร เขารู้แค่เพียง ความสุขของเขา ก็คือการที่คนรอบข้างมีความสุขนั่นเอง ว่าแล้ว เขาก็ตั้งใจกับตัวเองว่าเขาจะทำชีวิตในทุกๆวันให้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข เขาจะช่วยเหลือคนอื่นๆ เขาจะเผื่อแผ่ความสุขที่เขามีไปยังผู้คนรอบๆตัว
ชายหนุ่มยิ้มกับตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะใช้เวลาแห่งฤดูกาลหาความสุขอย่างคุ้มค่ากับครอบครัว...
"ว๊า จบซะแล้วสินะ" เด็กชายตัวน้อยยิ้มให้กับย่า
"ผมตั้งใจแล้วฮะ ผมจะเอาชายหนุ่มในเรื่องนี้เป็นตัวอย่าง ชอบจังฮะ "ความสุขของผม ก็คือการที่คนรอบข้างเรามีความสุข" เท่ชะมัด!!"
"ในชีวิตของเอ็ง ยังต้องพบเจออะไรอีกมากมายเมื่อโตขึ้นไป ย่าอยากให้เอ็งจำนิทานเรื่องนี้ไว้
เมื่อวันที่ย่าอาจจะไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว บางที ตอนนั้นเอ็งอาจหลงลืมมันไป แต่เมื่อไหร่ที่ท้อแท้หรือว่าเหนื่อยล้า ก็ให้นึกถึงรอยยิ้มของคนที่เรารัก แล้วมันจะเป็นกำลังใจผลักดันให้เราสู้ต่อไป" ย่าลูบหัวหลานตัวน้อยด้วยความรัก
เด็กชายเอาหน้าซบกับตักของย่า ตอบด้วยรอยยิ้ม "ผมสัญญาฮะ ผมจะจำนิทานเรื่องนี้ไม่มีวันลืมเลย
ผมจะสู้ฮะ จะสู้เหมือนหนุ่มคนนั้นไง"
ภาพสมเด็จย่าตรงหน้า ทำให้เรื่องราวในอดีตที่ชายหนุ่มเกือบจะหลงลืมมันไป ปรากฏชัดขึ้นมาในใจ แววตาขุ่นมัวเปล่งประกายสดใส เขายิ้มออกมาจนได้ "ใช่สินะ เราต้องสู้กับปัญหาสิ สู้ด้วยรอยยิ้มและสติ ถึงแม้จะเหนื่อย แต่ข้างหน้าต้องมีความสุขรอเราอยู่แน่นอน"
ว่าแล้ว เขาก็ถือของในมือให้มั่น แล้วรีบเดินทางไปยังจุดหมายข้างหน้าต่อไป
วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น