เวลา

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ก้าวเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่


เคยมีคนบอกไว้ว่า ทำตามความฝันไม่ใช่เรื่องง่าย มีผู้คนมากมาย ตามหา จนวินาที่สุดท้าย บ้างก็ไม่เจอบ้างก็หลงลืมความฝันมากมายถูกลบลงไปด้วยคำว่า ความรับผิดชอบ มันไม่ผิดเลยที่คนเราจะมีความรับผิดชอบ ซึ่งนั้นสิที่เป็นเรื่องยากที่เราจะแบ่ง มันออกจากกัน คนหลาย ๆ คนโชคดีที่ในความรับผิดชอบ กับเต็มไปด้วยความฝัน แต่สุดท้ายคำว่าสบายก็เข้ามา ไม่มีใครไม่ชอบความสบาย นั้นก็เป็นอีกสาเหตุ ที่ความฝันหลายๆ คนได้จบลง และสุดท้ายใจก็จบลงไปด้วยเช่นกัน ผมเคยได้ยินคนแก่คนนึงเล่าให้ผมฟังว่า "ถ้าเรายังมีฝัน เราก็ยังเด็กเสมอ" ผมไม่เข้าใจมันเลย จนกระทั้งผมเริ่มโต เริ่มทำงาน ชีวิตเหมือนเข้าสูตรสำเร็จของชีวิตคนทำงาน เริ่มมองเรื่องเก่า ๆ ที่หายไปที่หลงลืมไป เรื่องพวกนั้นกลับไปทำไม่ได้อีกแล้ว บางอย่างมันมีเวลา เมื่อมันหมดเวลา เราถึงรู้ว่ามันมีค่ามากในตอนนี้ ถ้าเราทำมัน แต่คำพูดของคนแก่คนนั้นพูด ทำให้ผมคิดได้ว่า ถ้าเราไม่รีบทำตอนนี้ แล้วพอถึงตอนนู้นคุณก็ยังต้องย้อนมามองเวลาที่ตายไปตอนนี้ แล้วก็เพียงทำได้แค่คำว่าเสียดาย อย่าให้คำว่า "ถ้าเกิด" เกิดขึ้นกับคุณบ่อยครั้งเลย จนถึงตอนนี้อะไรก็ผ่านมาเยอะ จนผมมองย้อนกลับไปในสิ่งที่ทำ ใช่!! เราได้ทำซะแล้ว น่าสนใจทุกๆ อย่างที่เราทำลงไป แต่พอเราถึงเวลานั้น ชีวิตเหมือนเข้าสูตรสำเร็จของชีวิต คนมีครอบครัวอีกครั้ง ได้แต่รอในแต่ละช่วงเวลา ให้ผ่านไปในแต่ละรอบ เหมือนชีวิตไม่ได้อยู่ที่ตัวเรา บ่อยตามทางของรุ่นต่อไป ความฝันส่งต่อรุ่่นต่อไป แต่คำของคนแก่คนนั้น ขึ้นมาในหัวผมอีกครั้ง หลังจากผมได้หลงๆ ลืม ๆ ไป นี้เราหมดฝันแล้วใช่มั้ย เราได้ดูแก่ได้ขนาดนี้ ไฟ หรือ ประกายที่เคยมีมันหมดลง ผมมองย้อนกลับไป เราหยุดคิดที่จะฝันไปเมื่อครั้งใด เรากินความฝันในวัยเด็ก จนหมดไม่เหลือเป็นแรงในชีวิต แล้วหรอ ผมเสียดายเวลาในวัยเด็กที่ ผมใช้ชีวิตที่รีบโต รีบไปซะทุกอย่างจนอาจจะลืมสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีแรง อยากใช้ชีวิต ทำในสิ่งที่เราอยากทำไปเรื่อยๆ ถ้าตอนนี้คุณที่อ่านอยู่เป็น เด็ก หรือว่ายังมีไฟที่จะคิดอะำไร บ้าๆ ที่มันทำไม่ได้ มันเป็นความฝัน มันเป็นจุดที่คนมากมายบอกคุณว่า มันจะเป็นไปได้หรือ พอถึงจุด ๆ ผมอยากบอกว่าอยากหยุดคิดเลยครับ แม้มันอาจจะไม่ใช่ความฝันที่คุณคิด แต่มันเป็นก้าวเล็ก ๆ ที่ผมคิดว่ามันคือทั้งชีวิตผม ก่อนที่ความคิดของคุณจะ โดนสังคม โดนสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวคุณ หลอมมันเข้าไปเป็นส่วนนึงของวงจรแบบผม สิ่งที่เค้าเรียกว่า มนุษย์เงินเดือน มนุษย์คนชรา เลยครับ

ผมว่า คำพูดของคนแก่คนนั้น มันมีพลังมาก เมื่อผมถึงจุดเดียวกับเค้า

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เรื่องเก่าเล่าใหม่

เสียงเพลงชาวค่ายดังต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนแข่งกับแสงแดดจ้าของยามบ่าย สีหน้าของทุกคนต่างดูสนุกสนานไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย เว้นแต่ในมุมหนึ่งของรถทัวร์ เต็ง...ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา นั่งนิ่งเงียบ สายตาเหม่อมองไปนอกหน้าต่าง ในใจว้าวุ่นครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ในตอนเช้าก่อนเดินทางมากับคณะชมรมค่ายอาสาของมหาวิทยาลัยที่เขาเป็นสมาชิกอยู่ เขาทะเลาะกับพ่อ และครั้งนี้ดูจะเป็นการทะเลาะกันครั้งที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่เขาจำความได้ เพราะโดยปกติแล้วเขาสนิทกับพ่อมาก เนื่องจากแม่เสียไปตั้งแต่ยังเด็ก พ่อจึงเป็นผู้เลี้ยงดูเขามาตลอด และเป็นคนที่เขาคิดว่าเข้าใจเขามากที่สุด แต่ครั้งนี้พ่อกลับไม่มีเหตุผลเสียเลย พ่อห้ามเขาออกค่าย โดยที่ไม่ยอมอธิบายถึงเหตุผลใดๆ เขาทุ่มเถียงกับพ่ออยู่นาน จนสุดท้ายพ่อก็ยอมให้เขาออกจากบ้านมาด้วยความไม่เต็มใจ
เสียงเพลงเงียบลง รถจอดสนิทหยุดนิ่ง ชาวค่ายเริ่มขนย้ายข้าวของลงไปยังที่พัก เต็งตื่นจากภวังค์เพราะเสียงเรียกของเพื่อน เขารีบสลัดความคิดเรื่องพ่อออกไป และทำหน้าที่เป็นชาวค่ายที่ดี กุลีกุจอช่วยงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ
ชีวิตชาวค่ายดำเนินไปอย่างปกติสุข ทุกคนสามัคคีกันสร้างโรงเรียนเพื่อเด็กๆชายแดนที่ต่างมาวิ่งเล่น คอยเอาน้ำเอาท่ามาให้พี่ๆไม่ได้ขาดมือ แต่แล้วเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงได้เกิดขึ้น กลุ่มโจรก่อการร้ายได้เข้ามายึดค่าย และจับชาวค่ายไว้เป็นตัวประกัน ฝ่ายพ่อของเต็งเมื่อได้ทราบข่าวจากทางโทรทัศน์ ก็พยายามติดต่อไปยังค่าย แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆเมื่อสื่อแจ้งว่ามีตัวประกันได้รับบาดเจ็บ ชีวิตชาวค่ายตกอยู่ในอันตรายนานถึงสามวัน ตำรวจตระเวนชายแดนจึงสามารถปราบปรามกลุ่มกองโจรได้สำเร็จ และยึดค่ายคืนมา เต็งและชาวค่ายปลอดภัย ด้วยความรับผิดชอบที่มีต่อค่าย สมาชิกชมรมค่ายอาสาจึงกลับมาดำเนินภารกิจสร้างโรงเรียนจนสำเร็จลุล่วง
เต็งกลับมาถึงบ้าน พ่อยืนรอเขาอยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าของพ่อมีน้ำตา น้ำตาซึ่งตลอดมาเขาไม่เคยเห็นมันมาก่อน
เขาถามถึงเหตุผลที่ทำให้คนเข้มแข็งอย่างพ่อร้องไห้ คำพูดพร่างพรูออกมาจากปากของพ่อไม่หยุด สาเหตุที่พ่อห้ามเขาอย่างไม่มีเหตุผลเรื่องค่ายเป็นเพราะพ่อมีความฝังใจเรื่องย่าของเขา ที่เสียชีวิตเพราะไปออกค่ายเป็นครูสอนเด็กชายแดนและถูกกลุ่มโจรก่อการร้ายฆ่าตาย เหตุการณ์นี้ฝังใจพ่อมาก พ่อไม่อยากให้เขาไปออกค่ายเพราะกลัวว่าจะพบเจอเหตุการณ์เช่นเดียวกันกับย่าของเขา แต่โชคของเต็งยังดีนัก ที่มีตำตรวจตระเวนชายแดนเข้ามาให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ตำรวจตระเวนชายแดนที่ได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมโดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่าของปวงชนชาวไทย พระองค์มีความผูกพันกับตชด.มาก และคำว่า “สมเด็จย่า” นี้ก็มาจากความผูกพันราวย่ากับหลานที่พระองค์มีต่อตชด. จนทำให้เหล่าตชด.เรียกขานพระองค์ว่า “สมเด็จย่า” นั่นเอง หากตชด.ไม่ได้รับการสนับสนุนและเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ ชะตาชีวิตของเต็งและชาวค่ายจะเป็นอย่างไร ก็ยากที่จะคาดเดานัก เต็งและพ่อของเขาต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จย่าเป็นอย่าง ยิ่งที่โปรดให้การสนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจอย่างใหญ่หลวงในการทำหน้าที่ของเหล่าตชด. และนอกจากนี้ ตชด. ยังเป็นจุดกำเนิดของพระราชกรณียกิจที่สำคัญอีกหลายประการ รวมถึงการก่อตั้งแพทย์อาสา พ.อ.ส.ว. อีกด้วย
เต็งและพ่อ นั่งลงที่เก้าอี้ ผลัดกันพูด ผลัดกันเล่าถึงเหตุการณ์ที่ต่างคนต่างพบเจอมาด้วยรอยยิ้มและความเข้าใจในกันและกันมากยิ่งขึ้น หลังจากผ่านเหตุการณ์โจรก่อการร้ายยึดค่าย เต็งรู้สึกได้ถึงความรักที่พ่อมีต่อเขาอย่างเต็มเปี่ยม เขาพูดขึ้นมาเบาๆขณะที่พ่อกำลังเล่าเรื่องราวของย่าให้เขาฟัง “ครับ ผมก็รักพ่อเหมือนกัน”

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552

อยู่ในความทรงจำ

"แม่งเอ๊ย! จะตกหาอะไรกันนักกันหนาวะ ฟ้ารั่วรึยังไงเนี่ย" ชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาดีในชุดพนักงานบริษัทสบถกับตัวเอง ในมือถือของพะรุงพะรัง เนื้อตัวเปียกปอน "ดูซิ สินค้ากูเสียหมดเลย แล้วกูจะเอาอะไรไปเสนอขายลูกค้าวะ" ด้วยความโมโหฟ้าฝนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เค้ารู้สึกอยากจะขว้างปาสินค้าที่ถืออยู่ในมือไปเสียให้หมด แต่ทันใดนั้นเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นภาพเหมือนขนาดใหญ่ของสมเด็จย่า ชายหนุ่มหยุดชะงัก...
"ฝนตกอีกแล้ว น่าเบื่อชะมัด อดไปเล่นกับเพื่อนๆเลย เฮ้อ!"
"บ่นอะไรพึมพำๆอยู่คนเดียวกันฮึ ไอ้หนู ด่าฟ้าด่าฝน เดี๋ยวพระพิรุณท่านโกรธ จะโดนลงโทษนะ"
"พระพิรุณคืออะไรกันเหรอย่า แล้วทำไมต้องลงโทษด้วยล่ะ" เด็กชายตัวน้อยหันมาถามย่าของเขาด้วยความสงสัย คิ้วน้อยๆขมวดเข้าหากันเป็นปม
"พระพิรุณเป็นเทพเจ้าแห่งฝน ท่านไม่ชอบคนโกหก หรือชอบผิดสัญญา"
"อ้าว ผมไม่ได้โกหก แล้วก็ไม่ได้ผิดสัญญาซักหน่อย จะมาลงโทษกันง่ายๆงี้ได้ไงล่ะฮะ" เด็กน้อยเถียงทันควันด้วยเสียงอันดัง
" ดีแล้วลูกเอ๊ย เป็นเด็กเลี้ยงแกะ ไม่มีใครรักหรอกลูก มา..มานี่มา มาใกล้ๆย่าหน่อย เดี๋ยวย่าจะเล่านิทานให้ฟังแก้เบื่อละกัน ถึงฝนตกก็ไม่ใช่ว่าจะน่าเบื่อไปซะหมดหรอก รู้มั้ย ฝนน่ะ ช่วยทำให้ผืนแผ่นดินนี้ชุ่มชื้น ช่วยให้หลายๆชีวิตถือกำเนิดขึ้นมาเลยนะ "
"ไม่เอาเรื่องฝนแล้วได้มั้ยฮะ ยังไงผมก็ยังไม่ชอบฝนอยู่ดี ย่ารีบๆเล่านิทานเหอะ ผมอยากฟังแล้วๆ"
"ใจร้อนจริงๆหลานคนนี้ ใจร้อนเหมือนพ่อเอ็งเลย ดูซิ ทำหน้าบึ้งอีกแล้ว เดี๋ยวโตขึ้นไม่หล่อนะ...
ตกลงๆ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว....มีเมืองๆนึง มี 3 ฤดูด้วยกัน"
" 3 ฤดูมันแปลกตรงไหนล่ะฮะ บ้านเรามันก็มี3 ฤดูไม่ใช่เหรอ ไม่เห็นสนุกเลย ผมชักไม่อยากฟังเรื่องนี้แล้ว เปลี่ยนเรื่องได้มั้ย ผมอยากฟังแบบที่มันตื่นเต้นๆน่ะ" เด็กน้อยแทรกขึ้นมากลางคัน
"ใจเย็นๆสิ นี่เพิ่งจะเริ่มเรื่องเอง เอ็งก็บ่นซะแล้วเรอะ รอให้ย่าเล่าให้จบก่อน เอ็งค่อยวิจารณ์ได้มั้ย
คนเรา ไม่ควรตัดสินอะไรด้วยการมองเพียงผิวเผิน แล้วก็ใช้อารมณ์มาตัดสินนะ ทำอะไร เราควรมองให้ลึกซึ้ง เปิดหูเปิดตาให้กว้าง เพื่อที่จะได้รับเอาความรู้หรือข่าวสารให้มากเข้าไว้ ยิ่งรู้เยอะก็ยิ่งเป็นประโยชน์กับตัวเราเองนะ เอ้อ... ทำคิ้วขมวดอีกละ ย่าจะเล่าต่อละนะ ไม่นอกเรื่องแล้ว.."
"ถึงไหนแล้วนะ อ้อ กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว... มีเมืองอยู่เมืองนึง มี 3 ฤดูด้วยกัน ฤดูแรก เป็นฤดูแห่งความเร่งรีบ รุ่งเช้า ทุกคนจะรีบตื่นแต่เช้า เดินทางออกจากบ้านมุ่งเข้าสู่เมืองใหญ่
โดยพวกเขาจะต้องแย่งกันไปให้ทันพาหนะยอดนิยมของหมู่บ้าน นั่นก็คือมังกรยักษ์นั่นเอง"
"อะไรนะครับย่า มังกรยักษ์เหรอ ว้าว... น่าตื่นเต้นจังเลย แล้วมังกรยักษ์พ่นไฟได้มั้ย แล้วมันไม่จับผู้คนกินเป็นอาหารหรอกเหรอฮะ จากนิทานที่คุณครูเล่าให้ฟัง ผมเคยเจอแต่มังกรใจร้ายนะ"
"จ้ะๆ มังกรตัวนี้ไม่เหมือนมังกรในนิทานทั่วไปนะ มันเป็นมังกรวิเศษ มีความเร็วเป็นที่หนึ่งเลยล่ะ
เจ้ามังกรเนี่ย สามารถพาเราไปถึงจุดหมายได้ เพราะเจ้ามังกรเองก็ต้องไปหาอาหารเช่นกัน
"เจ๋ง!!!! น่าสนุกจังเลย เล่าต่อสิฮะๆ ผมจะรอฟังไม่ไหวแล้ว"
"ผู้คนต่างพากันรีบเร่งมายังถ้ำของเจ้ามังกร เพื่อหวังที่จะเข้าไปหาอาหารและเงินตราในเมืองใหญ่
เช่นเดียวกันกับหนุ่มน้อยคนนึง เขารีบตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง อาบน้ำแต่งตัว แล้วก็รีบวิ่งแข่งกะคนอื่นๆในหมู่บ้าน เพื่อไปยังถ้ำของเจ้ามังกร"
"เค้าไปทันมั้ยฮะ เค้าไปทันมั้ย แล้วทำไมเค้าต้องรีบขนาดนั้นด้วยล่ะ"
"สาเหตุที่หนุ่มน้อยและคนอื่นๆต่างรีบเร่งขนาดนั้น ก็เพราะว่า หากไปไม่ทันเจ้ามังกรแล้ว พวกเขาจำต้องโดยสารเจ้าเต่าสีเขียว ซึ่งคลานช้ามาก และอาจทำให้ไปไม่ทันได้ แล้วถ้าไปไม่ทัน พวกเขาก็จะไม่มีเงิน และไม่มีอาหารเลี้ยงตัวเอง รวมถึงคนอื่นๆในครอบครัวด้วย มันเป็นความจำเป็นที่ทุกในคนเมือง ถูกบังคับให้ต้องเดินไปตามเส้นทางอันรีบเร่งเส้นนี้ และนี่ก็เป็นที่มาของชื่อฤดูยังไงล่ะ"
"อืม... อย่างงี้นี่เอง แล้วยังไงต่อฮะเนี่ย เด็กหนุ่มคนนั้นเป็นยังไงมั่งฮะ"
"เด็กหนุ่มคนนั้นเหรอ ด้วยความที่ยังหนุ่มยังแน่น พละกำลังและเรี่ยวแรงยังดีอยู่ เค้าก็มาทันเจ้ามังกรยักษ์จนได้ บนหลังของเจ้ามังกรเบียดเสียด อัดแน่นไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา แต่สีหน้าของพวกเขาเหล่านั้น ดูเหมือนๆกันไปหมด มันเป็นสีหน้าที่บ่งบอกถึงความเบื่อระอา หนุ่มน้อยคิดในใจ... ทำไมเราต้องเดินตามทางๆนี้ทุกๆวันด้วยนะ ทางที่ผู้คนต่างเร่งรีบและแก่งแย่งกัน ใบหน้าแต่ละคนก็ดูเรียบเฉย ช่างไม่มีชีวิตชีวาเอาซะเลย ที่นี่ยังเป็นเมืองของมนุษย์อยู่รึเปล่านะ เขาแอบนึกคิดต่อไปเงียบๆคนเดียวระหว่างที่อยู่บนหลังของเจ้ามังกร ...หรือว่าความจริงแล้วเขาอาจจะเป็นมนุษย์คนเดียวที่พลัดหลงเข้ามาอยู่ในเมืองผีดิบซะละมั้งเนี่ย คิดแล้ว เขาก็ขำกะตัวเอง เรานี่บ้าจัง..
คิดอะไรเป็นตุเป็นตะไปได้ ไร้สาระน่า"
"เจ้ามังกรหยุดนิ่ง หนุ่มน้อยเงยหน้ามอง ถึงเวลาแห่งความเครียดแล้วสินะ เขาเดินแทรกตัวออกมาจากกลุ่มของผู้คน กึ่งเดินกึ่งวิ่งลงจากหลังมังกรยักษ์ ไปยังจุดหมายปลายทาง ซึ่งเป็นที่ที่เขาสามารถหาเงินและอาหารเพื่อเลี้ยงปากท้องของตัวเองและจุนเจือครอบครัวที่รออยู่ที่บ้าน วันนี้จะต้องทำยังไงดีนะ ถึงจะได้อะไรกลับไปที่บ้านเราเยอะๆ เขาตั้งใจทำงาน งานเยอะเหลือเกิน ช่างเป็นเวลาที่น่าปวดหัวจริงๆ เขาบ่นพึมพำ แต่หากไม่ทำ เขาก็ไม่มีเงิน ไม่มีอาหาร แล้วก็คงจะไม่มีอะไรเลย แล้วเขาจะอยู่ในเมืองอันน่าปวดหัวนี้ต่อไปได้อย่างไร หรือจะหนีไปอยู่ที่อื่นดี? แต่จะไปที่ไหนได้ล่ะ ในเมื่อครอบครัวของเขา เกิดที่นี่ โตที่นี่มาหลายชั่วอายุคนแล้ว จะว่าไป การย้ายไปอยู่ที่อื่นสำหรับเขา
ดูจะเป็นหนทางที่เป็นไปได้ยากกว่าการที่ต้องอดทนอยู่ในเมืองๆนี้เสียอีก ...เขาคิดฟุ้งซ่านไปอยู่พักใหญ่ จนเป็นสาเหตุให้ มีสัตว์ร้ายมาแย่งอาหารที่เขาตั้งใจหามาทั้งวันไป"
"เฮ้ย กลับมาก่อนสิวะ ไอ้สัตว์บ้า พวกเอ็งจะมาแย่งอาหารไปอย่างนี้ไม่ได้นะ อาหารพวกนั้นน่ะ
ชั้นต้องเอากลับไปให้ที่บ้านนะโว้ย .... บัดซบที่สุด"
"หนุ่มน้อยสบถออกมาอย่างเหลืออด อาหารที่เขาตั้งใจหาจนเลือดตาแทบกระเด็น บัดนี้ หายวับไปกเรียบร้อยแล้ว เพียงแค่เขาเผลอคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นเอง"
"โหย แย่จังเลยฮะ แล้วเค้าทำไงต่อไปเนี่ย เจ้าสัตว์พวกนั้นนี่มันร้ายกาจจริงๆเลย เป็นผมนะ ผมไม่ยอมหรอก จะวิ่งไปแย่งคืนมาจากมันให้ได้เลย คอยดูสิ" หลานตอบอย่างกับเป็นของ ๆ ตัวเอง
ย่าลูบหัวหลานเบาๆ "บางครั้ง เราก็จำเป็นที่จะต้องยอมกับสิ่งเล็กๆน้อยๆน่ะจ้ะ ลองคิดดูสิ หากหนุ่มคนนั้นวิ่งตามสัตว์ร้ายไป บางที ถ้าเจ้าสัตว์นั่นโมโหขึ้นมา เค้าอาจจะได้รับอันตรายก็เป็นได้ อาหารหรือเงินทองน่ะ มันเป็นเพียงของนอกกาย ยังไง เราก็พอหาใหม่ได้อยู่แล้ว.. จริงมั้ยไอ้หนู.."
เด็กน้อยยิ้มให้กับย่า "จริงด้วย แล้วเรื่องเป็นยังไงต่อเหรอฮะ"
"หนุ่มน้อยคนนั้น โมโหและวิ่งทางเจ้าสัตว์ร้าย คิดเอาของคืนแต่ เค้าดันสะดุด จึงทำให้รูปครอบครัวของเค้า หลุดจากเอวที่เค้าแนบเอาไว้ สติ เค้ากับมาอีกครั้ง ถ้าเค้าวิ่งตามไป อะไรจะเกิดขึ้นเค้าไม่กล้าคิดต่อ เค้าจึงรีบหาอาหารให้เพียงพอจะดีที่สุดก่อนที่ฤดูกาลแห่งความเครียดนี้จะจบลง ว่าแล้วเขาก็รีบหาอาหารต่อ เพื่อให้มีพอตลอดฤดูกาลที่สาม นั่นก็คือฤดูกาลหาความสุขนั่นเอง"
"เมื่อหนุ่มน้อยคนนั้นหาอาหารได้เพียงพอแล้ว เขาก็รีบวิ่งกลับมายังเจ้ามังกร ซึ่งจะมารับคนในหมู่บ้านกลับอย่างตรงเวลา หากเขามาไม่ทันมัน อืม...ไม่อยากจะคิดเลย เขาคงจะต้องใช้เวลาที่เหลือในฤดูกาลแห่งความสุขอยู่ในเมืองที่ไม่น่าอยู่เอาซะเลยเมืองนี้อย่างเดียวดายเป็นแน่ เมื่อคิดได้ดังนั้น
เขาก็รีบเร่งฝีเท้าไปยังเจ้ามังกร
ปี๊บๆๆ... สิ้นเสียงร้องอันดัง เจ้ามังกรก็เริ่มกระพือปีก ยกร่างอันใหญ่โตของมัน ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
"เฮ่อ.. ทันจนได้นะเรา หนุ่มน้อยแอบยิ้มดีใจเล็กๆกับเรื่องที่ว่า เค้าก็พอมีฝีเท้าที่เก่งกล้าเพียงพอที่จะมาให้ทันเจ้ามังกร"
"ฤดูกาลหาความสุขรอเราอยู่ ดีใจจังเลย" หนุ่มน้อยคิดในใจ ยิ้มกับตัวเอง
แต่สมองที่ไม่ยอมหยุดนิ่งของเขา ก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า "จริงๆแล้ว ความสุขอยู่ที่ไหนกัน? การที่ทุกคนต้องเร่งรีบแต่เช้า ต้องคร่ำเครียดไปกับการหาเงินหาอาหารมาประทังชีวิต ทำทุกอย่างด้วยความรีบ นึกถึงแต่เพียงผลประโยชน์ของตัวเอง หลงลืมคนรอบข้างและความมีน้ำใจ รวมถึงความมีชีวิตชีวาในการดำเนินชีวิตไปจนหมดสิ้น ทำทุกอย่างเพียงเพื่อเงิน เพียงเพื่ออาหารที่จะนำกลับมายังครอบครัว มาประทังชีวิตคนในบ้าน ที่เมื่อทุกคนกลับไปถึง ก็มีแต่ความเหนื่อยล้า
อ่อนแรง บ้างก็นอนหลับไปซะดื้อๆ หรือไม่ก็เก็บตัวเงียบ ขังตัวเองอยู่ในโลกส่วนตัว จริงๆแล้ว ความสุขมันอยู่ที่ตรงไหนกัน"
"แล้วความสุขมันอยู่ที่ไหนเหรอฮะ" เด็กน้อยถามขึ้นมา ใบหน้าดูว่างเปล่า สายตาเหม่อลอย
ในใจของเด็กน้อยตอนนี้ ก็คงคิดอยู่เหมือนกันกระมัง ว่าความสุขของเขาอยู่ที่ไหน
ย่ายิ้มอย่างอ่อนโยน "หนุ่มน้อยคนนั้นก็ไม่รู้เช่นกัน เขามองไปรอบๆตัว เจอแต่สีหน้าที่แสดงความเหนื่อยล้า บึ้งตึง และเฉยเมย ดูเหมือนไม่รู้สึกรู้สา หรือว่าแยแสอะไรในชีวิตอีกแล้ว เขาลงจากหลังมังกร ครุ่นคิดไปตลอดทางกลับบ้าน ความสุขของเขาอยู่ตรงไหน มันอยู่ที่ไหนกันนะ หรือว่าจริงๆ ความสุขในเมืองนี้ จะเป็นเรื่องที่ผู้คนอุปโลกน์กันขึ้นมาเท่านั้นเอง แววตาของชายหนุ่มหม่นเศร้าลงทันตา เขาเดินก้มหน้าอย่างซังกะตายกลับบ้านหลังเล็กที่เขาอาศัยอยู่กับแม่ที่สุขภาพไม่ค่อยจะแข็งแรงนักและน้องสาวตัวเล็กจ้อยอีกคน สองคนนี้เป็นครอบครัวเดียวที่เค้าเหลืออยู่ ก่อนที่พ่อของเขาจะลาจากโลกนี้ไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
"พี่ชาย พี่ชายกลับมาแล้ว แม่จ๋า พี่กลับมาแล้ว ดีใจจังเลย"
"เด็กหญิงตัวน้อยวิ่งออกมาจากบ้าน ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม วิ่งออกมาเกาะแขนชายหนุ่ม แล้วกึ่งลากกึ่งดึงเข้าบ้าน
"พี่จ๋า... พี่ไปนานจัง พี่คงเหนื่อย มากสิค่ะ" หนูน้อยยิ้มหวานให้พี่ชาย
"เหนื่อยมั้ยลูก ไปอาบน้ำอาบท่าแล้วมานั่งกินข้าวกัน" แม่เดินออกมาต้อนรับจากหลังบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"เดี๋ยวหนูช่วยจัดโต๊ะให้เองค่ะ แม่นั่งพักเถอะ"
ชายหนุ่มยิ้มกับตัวเอง ในที่สุด... ในที่สุด เขาก็หาเจอจนได้ ความสุขของเขา ความสุขของเขาอยู่ที่นี่ อยู่ตรงนี้เอง ใบหน้าที่มีรอยยิ้มของคนรอบข้าง รอยยิ้มของแม่ รอยยิ้มของน้อง รอยยิ้มของครอบครัว สิ่งนี้เอง ที่เขารู้สึกว่า มันทำให้หัวใจพองโต ความเหนื่อยล้าที่มีมาทั้งปี หายเป็นปลิดทิ้ง นี่เองสินะ ความหมายของฤดูกาลหาความสุข เขาไม่รู้หรอก ว่าความสุขของคนอื่นๆจะเป็นอย่างไร หรือความสุขของคนอื่นๆจะมีความหมายว่าอะไร เขารู้แค่เพียง ความสุขของเขา ก็คือการที่คนรอบข้างมีความสุขนั่นเอง ว่าแล้ว เขาก็ตั้งใจกับตัวเองว่าเขาจะทำชีวิตในทุกๆวันให้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข เขาจะช่วยเหลือคนอื่นๆ เขาจะเผื่อแผ่ความสุขที่เขามีไปยังผู้คนรอบๆตัว
ชายหนุ่มยิ้มกับตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะใช้เวลาแห่งฤดูกาลหาความสุขอย่างคุ้มค่ากับครอบครัว...
"ว๊า จบซะแล้วสินะ" เด็กชายตัวน้อยยิ้มให้กับย่า
"ผมตั้งใจแล้วฮะ ผมจะเอาชายหนุ่มในเรื่องนี้เป็นตัวอย่าง ชอบจังฮะ "ความสุขของผม ก็คือการที่คนรอบข้างเรามีความสุข" เท่ชะมัด!!"
"ในชีวิตของเอ็ง ยังต้องพบเจออะไรอีกมากมายเมื่อโตขึ้นไป ย่าอยากให้เอ็งจำนิทานเรื่องนี้ไว้
เมื่อวันที่ย่าอาจจะไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว บางที ตอนนั้นเอ็งอาจหลงลืมมันไป แต่เมื่อไหร่ที่ท้อแท้หรือว่าเหนื่อยล้า ก็ให้นึกถึงรอยยิ้มของคนที่เรารัก แล้วมันจะเป็นกำลังใจผลักดันให้เราสู้ต่อไป" ย่าลูบหัวหลานตัวน้อยด้วยความรัก
เด็กชายเอาหน้าซบกับตักของย่า ตอบด้วยรอยยิ้ม "ผมสัญญาฮะ ผมจะจำนิทานเรื่องนี้ไม่มีวันลืมเลย
ผมจะสู้ฮะ จะสู้เหมือนหนุ่มคนนั้นไง"
ภาพสมเด็จย่าตรงหน้า ทำให้เรื่องราวในอดีตที่ชายหนุ่มเกือบจะหลงลืมมันไป ปรากฏชัดขึ้นมาในใจ แววตาขุ่นมัวเปล่งประกายสดใส เขายิ้มออกมาจนได้ "ใช่สินะ เราต้องสู้กับปัญหาสิ สู้ด้วยรอยยิ้มและสติ ถึงแม้จะเหนื่อย แต่ข้างหน้าต้องมีความสุขรอเราอยู่แน่นอน"
ว่าแล้ว เขาก็ถือของในมือให้มั่น แล้วรีบเดินทางไปยังจุดหมายข้างหน้าต่อไป

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

วิธีเก็บร่ม



"เด็กชายมีชัย ตอบปัญหาข้อนี้มาสิ"

ประโยคแบบนี้ ทุกคนคงต้องคงเคยโดนกันมาบ้าง ผมมักโดนอยู่บ่อย ๆ แต่เป็น

"เด็กชายมีชัย ยืนขึ้นแล้วอ่านหนังสือให้ครูฟังหน่อยสิ"

ผมมักจะโดนอะไรแบบนี้บ่อย ๆ และก็เรียกเสียงเฮฮ่าได้เป็นอย่างดี เพราะผมเป็นคนอ่านหนังสือไม่เก่งอ่านผิด ๆ ถูก ๆ ผิดแบบไม่สามารถ ยกโทษให้ได้ ผมเป็นพวกชอบสมาธิไม่อยู่กับตัว หัวสมอง ชอบคิดไปเอง ทั้งคำที่อ่าน เขียนไว้ว่า "ได้ครับยาย" ปิติตอบแล้วก็คว้ามีดหั่นหยวกกล้วยใส่กระจาดอย่างกระฉับกระเฉง
แต่ผมไปอ่านด้วยใจเหมอลอย ว่า "ได้ครับยาย" ปิติตอบแล้วก็คว้ามีดหั่นพริกหยวกใส่กระจาดอย่างกระปี้กระเป่า ทุกคนในห้อง งง กับการอ่านบทความนี้ ผมเองก็งง ว่าอ่านออกไปได้อย่างไร มันเป็นนิสัยที่ชอบสร้างสรรค์ตั้งแต่เด็ก ๆ คงเป็นไปเพราะจิตใต้สำนึกกะมั้ง มันผ่านไปเร็วเหลือเกิน เวลาที่มีคนคอยสอนสอนสั่งเรายังจำไม่ได้หรือมั้ย มีคนคอยชี้แนวทางหรือบอกให้คิดและ ทำในแนวทางที่ถูกต้อง

"ไอเหี้ย ฝนตกอีกแล้ว"
วันนี้ผมต้องเอาร่มออกจากบ้านเดินทางไปทำงาน ผมเดินมองถนน ไม่สนใจผู้คน แต่ผู้คนที่อยู่รายรอบมีมากมาย เดินอย่างเร่งรีบในยามเช้า ในที่สุดฝนก็หยุด มันหยุดก่อนหน้าที่ผมจะถึงออฟฟิต จังหวะเก็บร่ม เดินเข้าใต้อาคาร ร่มของผมเปียกน้ำแล้วหยดลงพื้นตลอดทาง มีหันไปมองชายคนนึง "นั้น" เค้าเก็บร่ม แล้วเค้าก็ หุบร่มเปิดร่มด้วยความเร็ว5-6ครั้ง น้ำที่ติดร่มหลุดกระเด็นออกจากร่มจนหมด เค้าเดินเข้าอาคาร "นั้น" มันเป็นเพียงวิธีง่ายๆ และมันยังมีอีกมากมายในโลกที่ มีวิธีง่ายๆ บนโลก ที่กำลังพร้อมที่จะสอนผม ได้ทุกเมื่อ


ถ้าคุณเปิดใจและมองไปรอบ ๆ ตัว และสนใจกับสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวคุณมีอะไรมากมายที่เราไม่รู้จริง ๆ


ผมว่าคุณครูสอนให้เราทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่คนที่นำไปใช้เคยคิดบ้างไม่ ว่ามันถูกต้องหรือป่าว


"เด็กชายมีชัย เปิดใจ และ มองหนังสือดีๆ สิลูก"
แต่ผมกับหันมองต้นไม้ข้างหน้าต่าง

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ปากกาด้ามเก่า



วันนี้ เป็นอีกวันที่ผม ทำงาน ๆ
ผมหยิบปากกาที่จะเอามาเขียนงานในตอนเช้า มองไปที่โต๊ะเห็นปากกาสองด้าม วางอยู่ด้านแรกหมึกเติมใหม่สภาพน่าใช้ อีกด้าม ค่อนข้างเก่าหมึกใกล้หมด ในตอนแรก ผมไม่ได้คิดอะไร และผมก็ไม่ได้ตั้งเลือก แต่จิตใต้สำนึก มันให้ผมเลือกด้ามใหม่ หมึกเต็ม แต่พอหยิบขึ้นมาเขียน ผมพบว่า ที่หมึกมันเต็ม เพราะว่ามันใช้ไม่ได้ ไม่เสีย เขียนเส้นขาด ๆ ไม่ใช่เป็นของใหม่พึ่งแกะ
ของเก่ามีความเก๋า รู้จัก และมักผ่านปัญหาไปได้ไม่ยากเย็นนัก จากประสบการณ์และ สภาพจิตใจ

ของทุกอย่างทุกชิ้นบนโลก มีหลายแง่ มีอะไรให้เราคิดมากมาย ด้านบวกด้านลบ มันอยู่คู่กันเสมอ ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่แค่คนเราอย่างเดียว ที่ต้องมองจากใจ มีอีกมากมายบนโลก ที่ต้องมองจากข้างใน

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552

นิทานหลอกเด็ก



วันนี้ฝนตกหนักมาก มีเรื่องราวมากมาย เกิดขึ้น

"เหี้ยเอ่ย งานส่งลูกค้า ทำไงดีว่ะ"

ฝนไม่ได้เห็นใจ เค้าเลย เค้ากำลังเอางานไปส่งลูกค้า

"เป็นไงบ้างหลายปู่"ปู่เค้าเรียก
"ฝนตกหนักมากเลย ทำไมต้องตกด้วย"

เด็กน้อยเครียดเพราะไม่ได้ออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อน ๆ
เค้าคิดว่าวันนี้เป็นวันหยุด ไม่น่ามีฝนมากั้น
ให้เค้าทำอะไรต่าง ๆ ได้เลย
ปู่เดินเข้ามาใกล้ ๆ แล้วยิ้ม

"ปู่มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง"

ไม่ทันที่หลานชายได้พูดอะไรออกมา ปู่ก็เริ่มเล่า

"เวลานานมาแล้ว มีเมืองเมืองนึง เป็นเมืองแห่งความเครียด

เมืองนี้มี 3ฤดู มีฤดูเร่งรีบ ฤดูเครียด ฤดูคลายเครียด"

หลานนั่งฟังอย่างสงสัย แต่ไม่กล้าถาม พวกขัดปู่จึงให้ปู่เล่าต่อ
ปู่ยิ้ม

"ฤดูเร่งรีบ
มันเป็นกดของธรรมชาติ ฤดูนี้เวลาวิ่งเร็วกว่าฤดูอื่น ๆ จงทำให้คนต้องเร่งรีบไปซะหมด
แต่มีหลายคนที่พยายามฝืนฤดูกาล แต่ธรรมชาติ ก็ได้สร้างความเครียดมาปีบ
สร้างเวลามากำหนด ทุก ๆ คนจึงเร่งรีบไปซะหมด
หลานถาม "เค้าจะรีบไปทำไมครับ ก็อยู่เฉย ๆ ก็ได้นิครับ"

ปู่ยิ้มแล้วเล่าต่อ

"มันเป็นฤดูของการออกไปหาอาหาร และ หาคำว่าความสุขไง"
ถ้าไม่ออกไปในฤดูแห่งนี้ ทุกคน อาจจะได้อาหารและสิ่งที่เรียกว่า
ความสุขมาไงหลานรัก"

ปู่เล่าต่อ และปล่อยให้หลานชายเก็บไว้คิดในใจ

"พอฤดูกาลนี้จบลง หมู่บ้านนี้ ก็เข้าสู่ ฤดูแห่งความเครียด"

"ฤดูเครียด
มาถึงฤดูความเครียด ต้องพบกับอุปสรรคมากมาย ทั้งการหาตัวตน
หาความสุขของชีวิต หาการหลุดพ้น บางคนวิ่งหนี บางคนพยายาม
บางอดทน แล้วแต่เส้นทางของแต่ละคน "

"ฤดูคลายเครียด
ถึงเวลาที่คุณคนรอค่อย มันอาจจะไม่ต้องใช้อะไรมากมาย ไม่ต้องคิด
ไม่ต้องทำ หาที่พักใจต่าง ๆ น่า นำของที่ไปหามาในฤดูของความเครียด
มาสร้างความสุข ต่าง ๆ นานา ทุกคนที่อยู่ในเมืองแห่งนี้ ไม่มีใครไม่ชอบ
ฤดูแห่งนี้ แต่ความสุขไม่มี ถ้าเราไม่ได้ออกไปหาในฤดูแห่งความเครียด"

ปูยิ้มเมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ "แล้วหลานปู่ ชอบอยู่มั้ยเมืองแบบนี้"

หลานยิ้ม "ทำไมต้องมีด้วยละครับ ความเครียด ความเร่งรีบ
ทำไมไม่มีแค่ ความสุข อย่างเดียวละครับ"

"หลานรู้มั้ย ว่า คนในเมืองนี้ เค้าอยู่ด้วยอะไร
ถ้าหลานได้ลองหลุดเข้าไปในนิทานแบบนี้
หลานจงจำคำปู่ไว้ ว่ารอยยิ้ม ทำให้คนในเมืองนี้อยู่ได้"

หลายชายยิ้ม ๆ และ ยังสงสัย

"อ่า เจ้าหลานปู่ เรื่องนี้มันเป็นเพียงนิทาน
เมืองทุกเมืองมีแนวทางของมันเอง"

"ในโลกนี้มี นิทานมากมาย และก็มีเมืองให้เหล่าตัวในจินตนาการ อยู่มากมาย
มันแล้วแต่ว่า ตัวในจินตนาการนั้นเลือกที่จะ หานิทานเรื่องไหนอยู่"

"เอาไว้วันหลังปู่จะเล่าเมืองอื่นๆ ให้ฟังอีกนะ"

"ทำไมคุณถึงไม่มีความรับผิดชอบแบบนี้"
หัวหน้าโมโหจากเอกสาร ที่เสียหาย
เหตุการณ์ครั้งนี้มันอาจจะทำให้เค้าโดนไล่ออกจากงาน

เค้ายิ้มและว่างทุกอย่างลง และยอมรับผิด
"ผมจะไม่ให้มันเกิด ขึ้นอีกครับ"

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552

เดินบนพื้นเดียวกัน

"ทำไม ทำไม ไม่มีคนเข้าใจชั้น!" เค้าสบถบอก
เค้าไม่ได้ต่างจากมนุษย์ทั่วไป มีแขนมีขา มีครบ32
แต่ที่ต่างออกไป คงเป็นเครื่องแต่งกายที่ทำให้เค้า
ดูคล้ายหญิงสาว แต่ร่างกายดูคล้ายชายหนุ่ม

"ไอ้เ ขี้ย.. ทำไม! ชั้นอยู่ตรงนี้มันผิดตรงไหน"

เค้ารักในสิ่งที่เค้าเป็น และพร้อมที่จะสู้ เพื่อจะได้ทุกอย่าง
ในสิ่งที่เค้าคิด ความคิดเค้า คงแต่อยากให้คนยอมรับ
แต่คนที่เดินผ่านไปผ่าน ได้แต่มองและพูดกระแทก
กระซิบ ตามกลุ่ม ที่เดินผ่าน

"สังคมเป็นอะไรไปแล้ววะ" วันรุ่นคนนึงพูดขึ้น

"มันไม่อายฟ้าอายดินบ้างหรือไง" แม่ค้าขายน้ำพูด

เค้าโมโห และต้องการเรียงร้อง ถึงสิทธิการเป็นมนุษย์
และบ้านเมืองที่มีประชาธิปไตย
ชายคนนึงเดินเข้าไปหาเค้าอย่างเห็นใจ
"คุณ คุณเป็นอะไร แล้วคุณต้องการอะไร"
ชายหนุ่มถาม "คุณจะเรียกร้องทำไมในเมือคุณเป็นคนเริ่มที่จะทำมัน
บ้างอย่างคุณควรที่เจ้าเข้าใจคนอื่นมากกว่าที่จะให้คนอื่นเข้าใจคุณ"

อารมที่ร้อนรุ่ม ไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย

"คุณเรียกร้องมาต้องที่คนต่อกี่คนแล้ว คุณเป็นคนที่เท่าไร"
ชายหนุ่มถอดเสื้อ ถอดกางเกงไปด้วยในขณะพูด

"เห้ย เห้ย คุณทำอะไรนะ" เสียงหญิงเทียมถาม

เค้าถอดจนไม่เหลืออะไร
ทุกอย่างหยุดนิ่ง มีแต่เพียงเสียงหัวใจของผู้คนแถวนั้น
ที่กำลังเต้นแรง ก่อนที่เหตุการณ์จะกลับมาปกติ

"ทำไมคุณถึงทำแบบนี้"

"แต่ผมพอใจในสิ่งที่ผมเป็น ผมไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน
และคุณก็น่าจะเข้าใจผม มากกว่าที่คนอื่นเข้าใจ"

แล้วเค้าก็เดินไป พร้อมกับ รอยสักเต็มตัว

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2552

บทเพลงกินใจ



"เห้ยมึง d2b หรอว่ะ 5555"
-ทำไมวะ เค้าคิดในใจ
กูว่ามันไม่เพราะเลยว่ะ ดนตรีมันไม่มีไร
ถ้าหน้าตามันไม่ดี ไม่รู้แ-ร่งจะ ดังหรือป่าว

แดนเดินไปยังที่ร้านขายเทป และมองดูเทปต่างๆ
ทำไมวะ มีคนออกเทปมากต้องมากต้องมาย

การฟังเพลงกลายเป็นการบอกสไตล์ของแต่ละคน
บอกนิสัย บอกสันดาน

บ้างรับไม่ได้กับที่อีกคนฟังเพลงในแนวที่เค้าไม่ชอบ
เป็นการแบ่งแยก เป็นการให้คิดว่าคนนี้ อาจจะคนละทางกับเรา
สังคมเปลี่ยนไปมากจริง ๆ ทุกอย่างมีสิ่งที่ให้ทุกคนเลือก
แนวทาง เลือกสี เลือกสไตล์ เลือกแนวเพลง

แบ่งคนเป็นกลุ่มเป็นก้อน ที่อย่างเจาะเฉพาะกลุ่มลงไปเรื่อย ๆ
คนทุกคนมีแนวทาง อยากเป็นตัวของตัวเอง

เค้าเดินยิ้มฟังเพลง " นายเจ็บ...ฉันเจ็บ "
ฟ้าสดใส ทุกคนยิ้มแย้ม

พรุ่งนี้ เค้าอาจจะฟังเพลง banana pancakes

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2552

บทหนัง เดิม เดิม

"เห้ยตั้งใจทำงาน!! วันนี้ หน้าตึกออฟฟิศต้องสะอาด"
เค้าได้ยินเสียง เหมือนเป็นตัวบอกเวลาว่าถึงเวลาทำงานของเค้าแล้ว
กี่วันมาแล้วนะที่เค้า พยายามเข้าใจกับบทหนังเรื่องนี้

ทำไม ทำไม ทำไม มันเกิดขึ้นในหัวมากมาย
เค้าพยายามเข้าใจตัวละครตัวนึงในหนัง
เหตุผลอะไร ทำไม เพราะอะไร ถึงได้เป็นแบบนี้

"มึงจะมาสมัครงานใช่มั้ยวะ" หัวหน้างานถาม
"ครับ" ผมตอบ
พอดีเลยที่ทำงานนี้กำลังต้องการคนทำงานทางด้านนี้ด่วน
เลยไม่ใช่เรื่องยากที่จะได้งานนี้
"วันนี้เริ่มงานได้เลยมั้ย"

มันผ่านมากี่วันแล้วผมก็ยังไม่เข้าใจเลยว่า ทำไม เวลาผ่านไปพร้อมความสงสัยต่าง ๆนานา
ทำไมเค้าไม่เลือกงานที่ดีกว่านี้ ทั้ง ๆ ที่เค้าจบปริญญา
ถ้าเป็น คนรวย มาแอบทำเพราะ จีบสาว มันก็มีเหตุผลของเค้า
หรือว่าเป็นคนจนไม่มีการศึกษา ไม่มีทางเลือกมากนัก
แต่เค้าคนนี้ ฐานะธรรมดา เรียนจบปริญญา อายุจะ30ปี
ทำไมเค้าจึงเลือกที่จะมากวาดถนน

มีหลายประเด็นเมื่อผมมาลองทำอย่างเค้า และคิดว่าจะมีเหตุผลอะไรบ้าง
ที่จะทำให้คนอายุ30มาทำแบบนี้
เค้าอาจจะโดนจ้างให้มาดูมาสืบ ใครสักคน
หรือว่า เค้าอาจจะมาจีบสาวในตึกนี้ แต่ทำไมต้องมาจีบในคราบคนกวาดถนน
หรือเค้าอยากจะช่วยสังคม หรือ ๆ ๆ ๆ

หนังเรื่องนี้ ไม่มีอะไร มีแค่คนกวาดถนน เนื้อเรื่องเรียบง่าย ฉากไม่กี่ฉาก
กับแค่คนคนนึง ที่ไม่น่าจะมาทำแบบนี้ได้ แล้วทำไมเค้าถึงทำ มีกี่เหตุผลที่เค้าจะมาทำ

เค้าหันมายิ้ม และกวาดต่อไป

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2552

บทเรียนที่ยิ่งใหญ่ กับประสบการณ์ของตัวเอง

ถ้าคนเรา จำกับบทเรียนของตัวเอง และรู้จัก ยอมรับในความผิดพลาดของตัวเอง ความสนุก มันอาจจะมาแล้วก็ไป แต่ความจริงที่อยู่ตรงหน้ามันจะคืบคานเข้าหาเรา

ใจจริง ๆ ของคนไม่มีอะไร แต่สิ่งรอบ ๆ ตัวทำให้มีอะไร ถ้าคุณรู้น้อยลงซักนิดใจคุณอาจจะได้พักลงบ้าง รู้เยอะใช่จะดี แต่รู้จักตัวเองและรู้สิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำ นั้นสิ ที่ยากยิ่ง สิ่งที่บางคนบอกว่าใช่ บางคนบอกไม่ใช่ บางคนบอกได้ อีกคนบอกไม่ได้ คนเรานี้แปลก มีคนหลายประเภท อย่าใส่ใจอะไรมากจนเกินตัว

เราจะรู้ไปทำไมเยอะแยะ เมื่อเรายังไม่รู้จักเรียนรู้จักตัวเราเองเลย